[Note] - The 16th National Cancer Conference
NCI16th - https://ncc16.nci.go.th/
จากการพูดคุยในประเด็นเรื่อง Thailand Cancer Drug Fund และการเข้าถึงยามะเร็งในประเทศไทยผ่านแหล่งข้อมูลที่ให้มา สามารถสรุปประเด็นสำคัญและรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดังนี้ครับ:
1. ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงยามะเร็งราคาแพง
ในปัจจุบัน ยามะเร็งตัวใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงมักมี ราคาสูงมาก ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้ยาก โดยมีประเด็นหลักคือ:
- ความแตกต่างของ 3 กองทุนหลัก: ผู้ป่วยภายใต้สิทธิกรมบัญชีกลาง มักเข้าถึงยาใหม่ ๆ ได้ก่อน ในขณะที่สิทธิประกันสังคมและสปสช. (บัตรทอง) มักจะมีสิทธิประโยชน์ที่ตามหลัง,
- ความล่าช้าของระบบ: กระบวนการนำยาใหม่เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติหรือชุดสิทธิประโยชน์ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่า ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณ: ยามะเร็งในไทยมีเพียงประมาณ 15% ที่สามารถเบิกจ่ายได้ครอบคลุม และมีเพียง 20% ของยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้จริง,
2. กลไกและมาตรการบริหารจัดการยา (Management Mechanisms)
เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงยา แหล่งข้อมูลได้ระบุถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่นำมาใช้หรือกำลังพิจารณา เช่น:
- Managed Entry Agreement (MEA): ข้อตกลงระหว่างรัฐและบริษัทผู้ผลิตยา เช่น การลดราคายา หรือข้อตกลงที่ว่าหากใช้ยาแล้วไม่ได้ผลตามที่ระบุ บริษัทจะไม่คิดเงิน,
- Cancer Drug Fund (CDF): แนวคิดการจัดตั้งกองทุนแยกต่างหากสำหรับยามะเร็งโดยเฉพาะ เพื่อใช้บริหารจัดการให้ผู้ป่วยที่เข้าเงื่อนไขสามารถใช้ยาได้โดยไม่ต้องรอกระบวนการปกติ
- Patient Assistance Program (PAP): โครงการช่วยเหลือจากบริษัทผู้ผลิต เช่น "ซื้อ 1 แถม 1" หรือการให้ยาฟรีหากผู้ป่วยใช้ยาไปถึงระยะที่กำหนดแล้วยังได้ผลอยู่
- การปรับเกณฑ์ความคุ้มค่า (Cost-effectiveness threshold): ปัจจุบันไทยใช้เกณฑ์ประมาณ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ (QALY) ซึ่งหากยาแพงกว่านี้จะถือว่าไม่คุ้มค่า การปรับเพดานนี้อาจช่วยให้ยาใหม่เข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น
3. ภาระและการบริหารจัดการของสถานพยาบาล
โรงพยาบาลต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินหากบริหารจัดการไม่ดี:
- การควบคุมโปรโตคอล (Protocol): กองทุน (โดยเฉพาะ สปสช. และประกันสังคม) จะจ่ายเงินตามสูตรยาและเงื่อนไขที่กำหนดอย่างเคร่งครัด หากแพทย์ใช้ยาผิดสูตรหรือนอกเหนือเกณฑ์ โรงพยาบาลอาจได้รับเงินชดเชยเพียงเล็กน้อย (เช่น 2,000-3,000 บาท) แม้ค่ายาจริงจะสูงเป็นแสนก็ตาม,
- การบริหารต้นทุน: โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขถูกกดดันให้ต้องจัดซื้อยาในราคาที่ต่ำกว่าราคาชดเชยของกองทุนเพื่อให้มีส่วนต่างในการบริหารจัดการ (Margin),
4. สถานการณ์และนโยบายในปัจจุบัน
- Cancer Anywhere: นโยบายที่ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาที่ไหนก็ได้เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย,
- การเพิ่มสิทธิประโยชน์ของประกันสังคม: ล่าสุดมีการปรับปรุง "Cancer Care" เพิ่มรายการยาและเพิ่มช่องทางให้โรงพยาบาลเฉพาะทางเข้าร่วมมากขึ้น โดยใช้ระบบลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์และให้เลข Case Number เพื่อติดตามการรักษา,
- วิกฤตงบประมาณ: กองทุนประกันสังคมเริ่มประสบปัญหารายจ่ายใกล้เคียงกับรายรับ เนื่องจากมีการขยายสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
5. ข้อเสนอแนะเพื่ออนาคตของ Cancer Drug Fund ในไทย
วิทยากรได้เสนอแนวทางหากจะมีการจัดตั้งกองทุนยามะเร็งอย่างจริงจัง ดังนี้:
- การจัดซื้อร่วม (Joint Procurement): ควรให้ทั้ง 3 กองทุนร่วมกันซื้อยาเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา
- ขอบเขตที่ชัดเจน: ต้องกำหนดให้ชัดว่ากองทุนนี้จะใช้สำหรับจัดซื้อยา หรือใช้เพื่อเก็บข้อมูลงานวิจัย (Research) ควบคู่ไปด้วย,
- นโยบายระยะยาว: ต้องเป็นนโยบายระดับรัฐ (State Policy) ที่ต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล และมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน (เช่น ประเมินทุก 3 ปี)
- การพึ่งพาตนเอง: สนับสนุนให้ไทยเป็นผู้ผลิตยาเองเพื่อลดการนำเข้ายาราคาแพงจากต่างประเทศ
การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน: ระบบการจัดการยามะเร็งในปัจจุบันเปรียบเหมือนการสร้างทางด่วนพิเศษ (Cancer Drug Fund) ให้กับรถฉุกเฉิน (ผู้ป่วยมะเร็ง) เพื่อให้ข้ามผ่านการจราจรที่ติดขัดของถนนสายหลัก (ระบบเบิกจ่ายปกติ) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีด่านตรวจ (Protocol) ที่เข้มงวดเพื่อเช็คว่ารถคันนั้นมีความจำเป็นจริงๆ และต้องมีการวางแผนเติมน้ำมัน (งบประมาณ) ให้เพียงพอสำหรับระยะยาวโดยไม่ให้ถังน้ำมันรั่วไหลครับ
--
ประเด็นสำคัญจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็งด้วย รังสีอนุภาค (Particle Therapy) โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่างการใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) แบบดั้งเดิม กับเทคโนโลยีใหม่อย่าง รังสีโปรตอน (Proton Therapy) และ รังสีไอออนหนัก (Heavy Ion/Carbon Ion Therapy) ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. หลักการและข้อแตกต่างของเทคโนโลยีรังสี
- รังสีเอกซ์ (X-ray/Photon): เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เมื่อส่องเข้าสู่ร่างกาย ปริมาณรังสีจะสูงสุดที่บริเวณผิวหนังและค่อย ๆ ลดลงตามระยะความลึก แต่รังสีจะทะลุผ่านร่างกายออกไป ทำให้เนื้อเยื่อปกติที่อยู่หน้าและหลังก้อนมะเร็งได้รับรังสีไปด้วย,
- รังสีโปรตอน (Proton): เป็นการนำประจุบวกมาเร่งความเร็วสูง เมื่อยิงเข้าสู่ร่างกายจะมีคุณสมบัติเด่นคือ "Bragg Peak" ซึ่งจะปล่อยพลังงานสูงสุด ณ จุดที่กำหนด (ก้อนมะเร็ง) แล้วหยุดทันที ไม่ทะลุไปเนื้อเยื่อด้านหลัง ทำให้ลดผลข้างเคียงต่ออวัยวะปกติได้ดีมาก,,
- รังสีไอออนหนัก (Heavy Ion/Carbon Ion): มีคุณสมบัติคล้ายโปรตอนแต่มีขนาดอนุภาคใหญ่กว่า ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างเซลล์มะเร็ง (RBE) สูงกว่าโปรตอน 2-3 เท่า เหมาะสำหรับมะเร็งชนิดที่ดื้อต่อรังสีปกติ,,
2. สถานการณ์และศูนย์รักษาในประเทศไทยและต่างประเทศ
- ประเทศไทย: ปัจจุบันมี ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นแห่งเดียวในประเทศและเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,,
- ประเทศจีน: มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีศูนย์รังสีอนุภาคเปิดใช้งานแล้วหลายแห่ง และมีการนำ Carbon Ion มาใช้รักษาผู้ป่วยไปแล้วกว่า 7,000 ราย ซึ่งมักใช้กับมะเร็งตับ ตับอ่อน และมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ,,
- ข้อจำกัด: เครื่องมือมีขนาดใหญ่มาก (ไซโคลตรอนหนักกว่า 100 ตัน) และมีราคาสูงมากระดับพันล้านบาท ทำให้ทั่วโลกมีศูนย์ลักษณะนี้เพียงประมาณ 130 แห่ง,,
3. ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ (ใครควรใช้รังสีโปรตอน)
- ผู้ป่วยเด็ก: เป็นกลุ่มหลักที่ควรได้รับรังสีโปรตอน เนื่องจากเด็กยังมีชีวิตอีกยาวนาน การลดรังสีต่อเนื้อเยื่อปกติจะช่วยลดผลข้างเคียงระยะยาวและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งชนิดที่สองจากการฉายรังสี,
- การฉายรังสีซ้ำ (Re-irradiation): ในผู้ป่วยที่เคยฉายรังสีมาแล้วและโรคกลับมาเป็นซ้ำในจุดเดิม ซึ่งรังสีปกติไม่สามารถทำได้เพราะเนื้อเยื่อรอบ ๆ รับรังสีเกินขีดจำกัดแล้ว,,
- ก้อนมะเร็งใกล้ที่อวัยวะสำคัญ: เช่น มะเร็งฐานสมอง, มะเร็งใกล้ไขสันหลัง, มะเร็งตา หรือมะเร็งตับก้อนใหญ่ที่ติดเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งต้องการความแม่นยำสูงเพื่อไม่ให้ทำลายอวัยวะข้างเคียง,,,
4. ประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายและการเบิกจ่าย
- สิทธิการเบิกจ่ายในไทย:
- กรมบัญชีกลาง: เบิกได้ในกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้ใหญ่ที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะ เช่น การฉายรังสีซ้ำ หรือมะเร็งในสมองบางชนิด,,
- สปสช. (บัตรทอง): เบิกได้เป็นกรณีไป (Case by case) แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณา,
- ประกันสังคม: ปัจจุบันยังไม่สามารถเบิกจ่ายสิทธินี้ได้,
- ราคาการรักษา: ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค่าฉายรังสีโปรตอนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200,000 - 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้ง ซึ่งถือว่าถูกกว่าในสหรัฐอเมริกาที่อาจสูงถึงหลักล้านบาท,,
5. การเตรียมความพร้อมและอนาคต
- การผลิตบุคลากร: ต้องใช้ทีมสหวิชาชีพทั้งแพทย์รังสีรักษา นักฟิสิกส์การแพทย์ และเจ้าหน้าที่รังสี ซึ่งในไทยมีการเปิดหลักสูตรปริญญาเอกด้านฟิสิกส์เพื่อรองรับการทำงานกับเครื่องโปรตอนโดยเฉพาะ
- เทคโนโลยีใหม่: มีการพูดถึง Flash Therapy ซึ่งเป็นการยิงรังสีปริมาณสูงในระยะเวลาที่สั้นมาก (ระดับวินาที) เพื่อลดผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อปกติให้ดียิ่งขึ้นไปอีก,
การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน: วิทยากรเปรียบเทียบว่า รังสีโปรตอน เหมือนกับ "รถยนต์" ที่วิ่งไปชนก้อนมะเร็งแล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ส่วน รังสีไอออนหนัก (Carbon Ion) เหมือนกับ "รถบรรทุก" ที่วิ่งไปหยุดที่จุดเดียวกันแต่มีแรงกระแทกหรือพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่ามากครับ
--
ประเด็นการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง หรือที่นโยบายปัจจุบันเรียกว่า "งานชีวาภิบาล" (Palliative Care) ในบริบทของสังคมสูงวัย (Super Aging Society) โดยมีการพูดคุยทั้งในระดับนโยบาย ภาครัฐ และภาคเอกชน ดังนี้ครับ:
1. นโยบายระดับชาติและการยกระดับบริการ (National Policy)
- วิวัฒนาการของงานชีวาภิบาล: ประเทศไทยรับแนวทางจาก WHO มาตั้งแต่ปี 2014 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ในระดับ Advance Integration หรือมีการบูรณาการงานระดับก้าวหน้า
- การเข้าถึงยาและการกระจายอำนาจ: มีการผลักดันให้ยาในกลุ่มมอร์ฟีนมีใช้ในทุกโรงพยาบาล แม้แต่ในศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. เพื่อลดความเจ็บปวดให้ผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น (อบต./อบจ.) เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยที่บ้านผ่านระบบนักบริบาลท้องถิ่น
- การเตรียมตัวในสังคมสูงวัย: นโยบายมุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข โดยเลือกแนวทางที่เน้น "ทักษะและหัวใจ" แทนการใช้เทคโนโลยีราคาแพงเกินความจำเป็นในระยะสุดท้าย เช่น การไม่ต้องเข้า ICU หรือใช้เครื่องช่วยหายใจหากไม่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย
2. กลไกการบริหารจัดการและการเงิน (Management & Funding)
- ระบบเบิกจ่าย (NHSO/SSO): ปัจจุบันมีการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์สำหรับการดูแลที่สถานชีวาภิบาล (เช่น เหมาจ่ายประมาณ 20,000 บาท) ซึ่งคุ้มค่ากว่าการรักษาใน ICU ที่อาจสูงถึง 50,000 บาทขึ้นไป
- การจัดการหลังการเสียชีวิต: มีการพัฒนาระบบการออกใบชันสูตรและใบมรณบัตรที่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ญาติและลดขั้นตอนทางนิติเวชสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่ลงทะเบียนไว้ชัดเจน
- Living Will (มาตรา 12): สนับสนุนให้ประชาชนทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยื้อการตาย โดยระบบจะเชื่อมข้อมูลเข้ากับบัตรประชาชน (Smart Card) เพื่อให้แพทย์ทราบเจตนารมณ์ได้ทันที
3. มุมมองและการดำเนินงานในโรงพยาบาล (Public & Private Models)
- ภาครัฐ (Public Hospital): ยกตัวอย่างโรงพยาบาลมหาจักรีสิรินธรที่มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนบ้าน (Hospice Care) มีกิจกรรมบำบัด เช่น Fish Therapy และการใช้การแพทย์แผนไทยเข้าร่วมดูแล
- ภาคเอกชน (Private Sector): โรงพยาบาลคูน เป็นตัวอย่างโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านประคับประคองแห่งแรก ที่เน้นการดูแลแบบ "Early Palliative" คือเริ่มดูแลตั้งแต่ตรวจพบว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เพื่อช่วยคุมอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิต ไม่ใช่รอให้ถึงช่วงสัปดาห์สุดท้ายค่อยส่งมา
- หัวใจของทีมดูแล: การสร้างทีม PCWN (Palliative Care Ward Nurse) หรือพยาบาลประจำวอร์ดที่มีทักษะการดูแลระยะท้ายในทุกแผนก เพื่อให้ผู้ป่วยได้คุยกับคนที่คุ้นเคย
4. รายละเอียดเคสและการดูแลเชิงลึก (Clinical Cases & Lessons)
- การทำตามความปรารถนาสุดท้าย: แหล่งข้อมูลเล่าถึงเคสที่ช่วยให้ผู้ป่วยทำเป้าหมายสำเร็จก่อนจากไป เช่น การออกแบบวิหารเซียนจนเสร็จ หรือการได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย
- การสื่อสารและจริยธรรม: มีกรณีศึกษาการสื่อสารกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถพูดได้ (ใช้การกระดิกนิ้วสื่อสาร) เพื่อยืนยันความต้องการในการถอดท่อช่วยหายใจ (Withdrawal of treatment) อย่างสงบและเป็นไปตามเจตจำนง
- การดูแลครอบครัว: เน้นการดูแลหลังการสูญเสีย (Bereavement care) เพื่อให้ญาติสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้
การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน: งานชีวาภิบาลหรือการดูแลแบบประคับประคอง เปรียบเหมือน "การเตรียมรันเวย์ให้เครื่องบินลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing)" แม้เราจะรู้ว่าเครื่องบินลำนี้ต้องลงจอดแน่นอน แต่การมีรันเวย์ที่ดี (ระบบรองรับ) มีกัปตันที่เข้าใจ (ทีมแพทย์) และมีการวางแผนการลงจอดล่วงหน้า (Living Will) จะช่วยให้การจอดนั้นไม่มีความรุนแรง ไม่เจ็บปวด และผู้โดยสารทุกคน (ญาติ) รู้สึกปลอดภัยและพร้อมที่จะลงจากเครื่องอย่างสงบครับ
--
การเสวนาในหัวข้อเกี่ยวกับนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) โดยเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาผลิตยาเหล่านี้ขึ้นเองในประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน ประเด็นสำคัญและรายละเอียดประกอบด้วยดังนี้ครับ:
1. การพัฒนาภูมิคุ้มกันบำบัด "สัญชาติไทย" (กรณีศึกษา PD-1)
- โครงการยา PD-1 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้พัฒนาตัวยาต้านโปรตีน PD-1 มากว่า 7-8 ปี เพื่อแก้ปัญหายานำเข้าที่มีราคาสูงหลักแสนบาท ซึ่งทำให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองและประกันสังคมเข้าถึงได้ยาก
- ประสิทธิภาพและความสำเร็จ: ปัจจุบันสามารถผลิตยาในระดับ 500 ลิตรได้แล้ว โดยผลการทดสอบพบว่าตัวยามีความบริสุทธิ์สูงถึง 99% และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งก้อนมะเร็งในสัตว์ทดลองได้เทียบเท่าหรือดีกว่ายานำเข้าจากต่างประเทศ
- กลยุทธ์การก้าวสู่ระดับสากล: เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยในมนุษย์ (Clinical Trial) เฟส 1-3 สูงมาก (ระดับพันล้านบาท) ทีมวิจัยจึงได้ร่วมมือกับบริษัทในสหรัฐอเมริกาเพื่อช่วยผลักดันยาเข้าสู่การขึ้นทะเบียนในระดับโลก (Global Registration)
2. การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) การผลิตยาชีววัตถุ
- สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์: มีการสร้างระบบนิเวศการผลิตยาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ (การตัดต่อ DNA และพัฒนาเซลล์ต้นแบบ) ไปจนถึงปลายน้ำ (การบรรจุและตรวจสอบคุณภาพ)
- โครงสร้างพื้นฐาน: ปัจจุบันมีโรงงานผลิตที่ได้รับมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และเพิ่งเปิดตัวถังหมักระดับ 1,000 ลิตร เพื่อรองรับการผลิตยาในปริมาณมากสำหรับใช้ในประเทศ
- เทคโนโลยีการตรวจสอบ: วิทยากรระบุว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการวิเคราะห์ก้าวหน้ามาก ทำให้สามารถตรวจสอบโครงสร้างยาชีววัตถุได้อย่างละเอียด (Characterization) เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในมนุษย์
3. เครือข่ายการวิจัยทางคลินิก (RESNET)
- การประสานงานระหว่างสถาบัน: มีการจัดตั้งเครือข่ายวิจัย (Clinical Research Network) เพื่อช่วยเหลือนักวิจัยในการทำวิจัยแบบ Multi-center (หลายโรงพยาบาลพร้อมกัน) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือในระดับสากล
- การสนับสนุนนวัตกรรมไทย: นอกจากยามะเร็งแล้ว เครือข่ายยังช่วยผลักดันนวัตกรรมอื่น เช่น กระดูกเทียม 3 มิติ (3D Printing) ที่ได้รับรองจาก USFDA และพลาสเตอร์ปิดแผลเบาหวานจากใยไหม
- https://www.thaimedresnet.org/
4. บทบาทของ อย. และมาตรฐานการควบคุม
- การกำกับดูแลการวิจัยในมนุษย์: ก่อนจะนำยาที่ผลิตเองมาใช้ได้ ต้องผ่านการขออนุญาต IND (Investigational New Drug) เพื่อให้ อย. ตรวจสอบความปลอดภัยและแผนการวิจัย
- มาตรฐานสากล: การพิจารณาขึ้นทะเบียนยาในไทยอ้างอิงตามมาตรฐาน ICH GCP ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับในสหรัฐฯ และยุโรป เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของอาสาสมัครและมั่นใจในคุณภาพยา
5. ความท้าทายและความยั่งยืน (Health Security)
- ปัญหาด้านงบประมาณ: การพัฒนายาใช้เงินทุนมหาศาลและมีความเสี่ยงสูง (Success rate ต่ำ) ทำให้ภาคเอกชนไทยมักไม่กล้าลงทุนเพียงลำพัง จึงต้องการการสนับสนุนจากรัฐ
- ความมั่นคงทางสุขภาพ: ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องผลกำไร แต่คือการที่ประเทศไทยมี "Know-how" และศักยภาพในการผลิตยาและวัคซีนเองได้ในยามวิกฤต เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพายาราคาแพงจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน: การพัฒนาผลิตยามะเร็งใช้เองในประเทศ เปรียบเหมือนการที่ประเทศเรา "ปลูกข้าวและมีโรงสีเอง" แทนการนำเข้าข้าวสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แม้ในช่วงแรกจะต้องลงทุนสร้างที่นาและหาเมล็ดพันธุ์ที่แพง (การวิจัยและโครงสร้างพื้นฐาน) แต่ในระยะยาวเราจะมั่นใจได้ว่าคนในประเทศจะมีข้าวกินในราคาที่เอื้อมถึง และไม่ต้องกังวลเมื่อเกิดวิกฤตที่ต่างประเทศหยุดส่งออกข้าวครับ
อุปสรรคสำคัญหลายประการที่ทำให้นักวิจัยและอุตสาหกรรมยาไทยก้าวหน้าได้ยาก ดังนี้ครับ:
1. งบประมาณและการลงทุนที่สูงมหาศาล (High Investment)
- ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยทางคลินิก: การพัฒนายาใหม่ 1 ตัว ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการวิจัยในมนุษย์เฟส 1, 2 และ 3 ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักพันล้านบาท
- ต้นทุนการผลิต: แม้จะเป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) ก็ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูง โดยปัจจุบันยาบางชนิดมีราคาสูงถึงหลักแสนบาทต่อเข็ม ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้ยากหากไม่ได้อยู่ในสิทธิสวัสดิการข้าราชการ
2. ความเสี่ยงสูงและอัตราความสำเร็จต่ำ (High Risk & Low Success Rate)
- ธุรกิจการพัฒนายาเป็นธุรกิจที่มี Success Rate ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ
- ความเสี่ยงมีอยู่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาในห้องแล็บที่มักจะล้มเหลว (Drop) ถึง 50% ตั้งแต่รอบแรก ๆ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ยาอาจไม่ได้ผลตามที่คาดหวังเมื่อนำไปใช้ในมนุษย์
3. ข้อจำกัดด้านงบประมาณรัฐและขาดผู้ร่วมลงทุนเอกชน
- งบประมาณภาครัฐจำกัด: งบประมาณจากรัฐบาลมีจำกัดและต้องกระจายไปหลายโครงการ ทำให้นักวิจัยต้องเผชิญกับปัญหาการขอทุนที่ไม่เพียงพอต่อการทำวิจัยจนจบกระบวนการ
- ขาดการดึงดูดภาคเอกชน: ในไทยหาบริษัทเอกชนที่จะกล้ามาร่วมลงทุน (Co-invest) ในระดับ 50% ได้ยาก เพราะบริษัทเอกชนเน้นผลกำไรทางการเงิน (Financial viability) ในขณะที่โครงการวิจัยเหล่านี้เน้นประโยชน์ทางสังคมและสุขภาพเป็นหลัก
4. กระบวนการทางกฎหมายและระยะเวลาที่ยาวนาน
- กรอบเวลา: การพัฒนายาใหม่ใช้เวลาเฉลี่ยถึง 15 ปี
- กฎระเบียบที่เข้มงวด: ต้องผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและตรวจสอบจาก อย. อย่างละเอียด ซึ่งต้องใช้ข้อมูลสนับสนุนจำนวนมาก ทั้งด้านคุณภาพ (CMC), ข้อมูลก่อนคลินิก และข้อมูลการวิจัยในมนุษย์ตามมาตรฐานสากล (GCP)
5. ปัญหาด้านระบบนิเวศและบุคลากร (Ecosystem & Human Resources)
- ขาดการบูรณาการ: นักวิจัยไทยเก่งและกระจายตัวอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยังขาดการรวมตัวเป็น "Team Thailand" อย่างเข้มแข็ง ทำให้การประสานงานเพื่อผลักดันโครงการใหญ่ ๆ ติดขัด
- ความยากในการขยายขนาดผลิต: การเพิ่มกำลังการผลิตจากระดับห้องแล็บ (ขวดเล็ก ๆ) ไปสู่ระดับอุตสาหกรรม (500-1,000 ลิตร) มีความยากทางเทคนิคสูงมากในเรื่องความบริสุทธิ์และคุณภาพ
6. ความท้าทายจากต่างประเทศและการพึ่งพาตนเอง
- ประเทศไทยยังต้องพึ่งพายานำเข้าเป็นหลัก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียหรือมาเลเซียเริ่มผลิตยาเองได้มากขึ้นแล้ว
- ตลาดในไทยไม่ได้ใหญ่พอที่จะจูงใจให้บริษัทข้ามชาติลดราคาให้ต่ำมาก ๆ หรือเข้ามาลงทุนตั้งฐานการวิจัยขนาดใหญ่
การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน: อุปสรรคในการพัฒนายาในไทยเปรียบเหมือนการ "ปลูกต้นไม้ราคาแพงในพายุ" คือเราต้องใช้เงินซื้อปุ๋ยและดูแลมหาศาล (งบประมาณ) ใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะออกดอกผล (ระยะเวลาวิจัย) โดยที่มีโอกาสสูงมากที่ต้นไม้จะตายก่อนโต (ความเสี่ยง) และในขณะที่ปลูก เราก็ยังขาดเครื่องมือหรือคนสวนที่ทำงานประสานกันเป็นทีม ทำให้เรามักจะเลือกซื้อผลไม้จากต่างประเทศกินแทน แม้จะมีราคาแพงกว่ามากก็ตามครับ
--
งานตรงนี้เป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ "สิทธิ ความเป็นส่วนตัว และความเสมอภาค: จุดสมดุลและก้าวสำคัญของระบบสุขภาพในยุคการแพทย์เฉพาะบุคคล" ซึ่งมีประเด็นสำคัญและรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการแพทย์แม่นยำ (Genomic Medicine)
- แนวโน้มของโลก: เทคโนโลยีการแพทย์กำลังเปลี่ยนจากการรักษาแบบทั่วไป มาเป็นการใช้ข้อมูลพันธุกรรม (Genomics) เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและแม่นยำสำหรับแต่ละบุคคล
- การเก็บข้อมูลระดับ Big Data: มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่าง ๆ ในประเทศผ่านศูนย์ข้อมูล (เช่น Data Institute) และใช้ AI หรือ Quantum Computing ในอนาคตเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมเพื่อวางแผนการรักษา
- โครงการในไทย: มีโครงการอย่าง Genomics Thailand ที่มุ่งถอดรหัสพันธุกรรมคนไทยเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ยุคใหม่
2. ประเด็นเรื่องการเลือกปฏิบัติและกฎหมาย GINA
- ความกังวลเรื่องการตีตรา (Stigmatization): ข้อมูลพันธุกรรมสามารถบอกความเสี่ยงของโรคในอนาคตได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกตีตราในครอบครัวหรือสังคม
- การเลือกปฏิบัติ (Discrimination): มีความกังวลว่าหากข้อมูลพันธุกรรมหลุดไหลไป นายจ้างอาจไม่รับเข้าทำงาน หรือบริษัทประกันอาจปฏิเสธการทำประกันหรือขึ้นเบี้ยประกันสูงขึ้นสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยง
- กฎหมาย GINA (Genetic Information Nondiscrimination Act): ในต่างประเทศมีกฎหมายนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้เลือกปฏิบัติ แต่ประเทศไทยปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ มีเพียง PDPA ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมเพียงพอ
3. ความเหลื่อมล้ำและช่องว่าง (4 Gaps) ในระบบสุขภาพ
วิทยากรระบุว่าการจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้สำเร็จ ต้องแก้ปัญหา 4 ช่องว่างหลัก:
- Knowledge Gap: ประชาชนและบุคลากรบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการตรวจพันธุกรรม
- Financial Gap: งบประมาณรัฐมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่ายาหรือค่าตรวจราคาแพงให้ทุกคนได้ รวมถึงระบบประกันในปัจจุบันมักคุ้มครองเมื่อป่วยแล้ว แต่ไม่คุ้มครองการตรวจเพื่อป้องกัน
- Legal Gap: กฎหมายคุ้มครองข้อมูล (PDPA) ยังมีช่องโหว่ในการป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในทางที่ไม่เป็นธรรม
- Social Gap: การหาจุดสมดุลระหว่างทุกภาคส่วน (Stakeholders) ทั้งภาครัฐ เอกชน และสิทธิของประชาชน
4. บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators)
- สปสช. (NHSO): พยายามบรรจุสิทธิประโยชน์การตรวจพันธุกรรม (เช่น ยีนมะเร็งเต้านม BRCA1/2) แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการดูแลเชิงป้องกันสำหรับกลุ่มที่ยังไม่ป่วย
- คปภ. (OIC): ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทประกัน ต้องหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบริษัทกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ไม่ให้ถูกกีดกันการทำประกันเพียงเพราะรหัสพันธุกรรม
5. กรณีศึกษา: ยีนมะเร็งเต้านม (BRCA1/2)
- การตรวจพบไม่ได้แปลว่าเป็นโรค: การมีโปรตีนผิดปกติไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป (พบความเสี่ยงแต่ไม่ได้เป็นมะเร็ง 100%)
- การส่งต่อทางพันธุกรรม: มีการแนะนำให้ตรวจญาติสายตรงของผู้ป่วยมะเร็ง แต่ในปัจจุบันพบว่ามีญาติมาตรวจตามคำแนะนำเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 60 คนจากกลุ่มตัวอย่างในรอบปี)
การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน: การแพทย์เฉพาะบุคคลและการจัดการข้อมูลพันธุกรรม เปรียบเหมือน "การตัดสูทแบบวัดตัวเฉพาะบุคคล (Custom-made)" ซึ่งย่อมดีกว่าเสื้อโหล (การรักษาทั่วไป) เพราะใส่ได้พอดีและดูดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องมี "ห้องลองเสื้อที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย" (กฎหมาย GINA/ความเป็นส่วนตัว) เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสัดส่วนร่างกายของเรา (รหัสพันธุกรรม) จะไม่ถูกนำไปป่าวประกาศหรือใช้ตัดสินว่าเราไม่สมควรได้รับโอกาสในสังคมเพียงเพราะเรามีสรีระที่แตกต่างครับ
--
สไลด์ โดย ผอ.สมชาย ธนสิทธิชัย ในหัวข้อ "Celebrating Three Decades of the National Cancer Control Program (NCCP) in Thailand" สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาพรวมของแผนป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติตลอด 3 ทศวรรษ และทิศทางในอนาคตได้ดังนี้ครับ:
1. วิวัฒนาการของแผน NCCP (1997 - 2032)
ประเทศไทยมีการดำเนินงานตามแผนป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2540-2544) จนถึงปัจจุบันที่เป็นฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2567-2575) เพื่อรับมือกับภาระโรคที่เปลี่ยนแปลงไป
2. สถานการณ์และภาระโรคมะเร็ง (Cancer Burden)
- แนวโน้มอุบัติการณ์: มะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ
- อัตราการเสียชีวิต: แม้อุบัติการณ์จะสูงขึ้น แต่จำนวนการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 86,310 รายต่อปี โดยมีนโยบาย Cancer Anywhere ของสิทธิบัตรทองเข้ามาช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ
3. มาตรการป้องกันและคัดกรอง (Prevention Levels)
- การป้องกันระดับปฐมภูมิ (Primary Prevention): เน้นการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยง เช่น
- มะเร็งตับ: การให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- มะเร็งปากมดลูก: การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเป้าหมาย (9-20 ปี) ได้รับเข็มแรกแล้ว 62% และเข็มที่สอง 46%
- การป้องกันระดับทุติยภูมิ (Secondary Prevention): เน้นการคัดกรองเพื่อตรวจพบโรคในระยะแรก
- มะเร็งปากมดลูก: มีการคัดกรองไปแล้วกว่า 21 ล้านราย โดยในปี 2563-2567 มีความครอบคลุมสูงถึง 83.4%
- มะเร็งลำไส้ใหญ่: ใช้การตรวจ FIT test และการส่องกล้อง (Colonoscopy) ในกลุ่มอายุ 50-70 ปี
- มะเร็งปอด: เริ่มโครงการนำร่องการคัดกรองด้วย Low-Dose CT (LDCT) และใช้ AI เข้ามาช่วยในการอ่านผล Chest X-ray เพื่อลดความล่าช้าในการวินิจฉัย
4. การกระจายทรัพยากรและการรักษา (Tertiary Prevention)
- เครื่องฉายรังสี (Radiotherapy): ปัจจุบันไทยมีเครื่องฉายรังสี 136 เครื่อง แต่ความต้องการจริงคือ 150 เครื่อง
- ช่องว่างการบริการ: ในปี 2568 ยังคงมี 14 จังหวัด ที่อยู่นอกรัศมีการให้บริการฉายรังสีในระยะ 150 กิโลเมตร
5. ข้อมูลและผลลัพธ์การรักษา (Data Advocacy & Outcomes)
- อัตราการรอดชีวิต: ข้อมูลชี้ให้เห็นความแตกต่างชัดเจนตามระยะของโรค เช่น มะเร็งปอดหากตรวจพบในระยะที่ 1 จะมีอัตรารอดชีวิต 5 ปีถึง 65% แต่ถ้าพบในระยะที่ 4 จะเหลือเพียง 10% ซึ่งในไทยปัจจุบันตรวจพบระยะที่ 1 ได้เพียง 3.9% เท่านั้น
- มะเร็งเต้านม: มีการวิเคราะห์อัตรารอดชีวิตแยกตามรายเขตสุขภาพและระยะของโรค เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบบริการในแต่ละพื้นที่
6. บริบททางเศรษฐกิจและทิศทางในอนาคต (Future Directions)
- ภาระค่าใช้จ่าย: รายจ่ายด้านสุขภาพของไทยขยับขึ้นมาเป็น 5.16% ของ GDP ในปี 2564 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของ GDP ประเทศ
- Business Model ใหม่: ในยุคหลังโควิดที่มีหนี้สาธารณะสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโมเดลการบริหารจัดการใหม่ที่เน้น:
- Innovation-driven: ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
- Data-driven: ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ
- Economy-driven: คำนึงถึงความคุ้มค่าและยั่งยืน
- การเข้าถึงยาพุ่งเป้า: มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public-private partnerships) เพื่อลดต้นทุนยาและสร้างกลไกการเงินที่ยั่งยืน
สรุปสั้น ๆ ด้วยอุปมาอุปไมย: งาน NCCP ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเปรียบเหมือน "การสร้างตาข่ายดักปลา (ระบบสาธารณสุข)" ที่พยายามขยายขนาดให้ครอบคลุมและใช้ตาข่ายที่ละเอียดขึ้น (นวัตกรรมการคัดกรองและ AI) เพื่อดักจับโรคให้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ในอนาคตเราต้องเปลี่ยนจากการซ่อมตาข่ายไปเรื่อย ๆ มาเป็นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้คุ้มค่าที่สุดครับ
---
สรุปอีกแบบ
การดำเนินงานตามแผนป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Control Program - NCCP) ของประเทศไทย มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ทศวรรษ โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงของแผนฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2567-2575) การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) มีโครงสร้างและกลไกสำคัญดังนี้ครับ:
1. โครงสร้างหลักของการดำเนินงาน (Implementation Framework)
แผน NCCP ขับเคลื่อนผ่านวงจรหลัก 3 ส่วน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ:
- Cancer Informatics: การใช้ระบาดวิทยาและระบบทะเบียนมะเร็ง (Registries) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์โรค
- Health care system: การจัดระบบบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันจนถึงการดูแลระยะท้าย
- Health care outcome: การประเมินผลลัพธ์ผ่านช่องว่างของระบบ (Gap analysis) ความคุ้มค่า (Cost-effectiveness) และผลกระทบต่องบประมาณ
2. ระดับของมาตรการป้องกันและควบคุม (Levels of Implementation)
การดำเนินงานถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ตามวงจรของโรค:
-
การป้องกันระดับปฐมภูมิ (Primary Prevention): เน้นการลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรค
- มะเร็งตับ: ดำเนินการผ่านโปรแกรมฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- มะเร็งปากมดลูก: เร่งรัดการฉีดวัคซีน HPV ในเด็กหญิงอายุ 9-20 ปี โดยมีเป้าหมายครอบคลุมประชากร 4.5 ล้านคน
-
การป้องกันระดับทุติยภูมิ (Secondary Prevention): เน้นการคัดกรองเพื่อตรวจพบโรคในระยะแรก
- มะเร็งปากมดลูก: มีการคัดกรองประชากรหญิงอายุ 30-60 ปี ไปแล้วกว่า 21 ล้านราย
- มะเร็งลำไส้ใหญ่: ใช้การตรวจ FIT test และการส่องกล้อง (Colonoscopy) ในกลุ่มอายุ 50-70 ปี
- มะเร็งปอด: เริ่มโครงการนำร่องการคัดกรองด้วย Low-Dose CT (LDCT) ในกลุ่มเสี่ยงสูง และใช้ AI เข้ามาช่วยในการอ่านผลเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อลดความล่าช้าในการวินิจฉัย
-
การป้องกันระดับตติยภูมิและการรักษา (Tertiary Prevention & Treatment):
- การกระจายบริการฉายรังสี: ปัจจุบันมีเครื่องฉายรังสี 136 เครื่องทั่วประเทศ และมุ่งเน้นการขยายให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล (ยังมี 14 จังหวัดที่อยู่นอกรัศมีบริการ 150 กม.)
- งานชีวาภิบาล (Palliative Care): พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายให้เข้าถึงยาแก้ปวด (มอร์ฟีน) และสนับสนุนการทำ Living Will ตามมาตรา 12 แห่ง พรบ.สุขภาพแห่งชาติ
3. นวัตกรรมและกลไกสนับสนุนการเข้าถึงบริการ
เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้ใช้กลไกใหม่ ๆ ดังนี้:
- นโยบาย Cancer Anywhere: ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาที่หน่วยบริการแห่งใดก็ได้เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย
- การแพทย์เฉพาะบุคคล (Genomic Medicine): การตรวจพันธุกรรม (เช่น ยีน BRCA1/BRCA2) เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำและป้องกันความเสี่ยงในครอบครัว
- Cancer Drug Fund (CDF): แนวคิดการจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อบริหารจัดการยามะเร็งราคาแพงและนวัตกรรมยาใหม่ ๆ ให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้เร็วขึ้น
4. ทิศทางในอนาคต (Next Direction)
ภายใต้แผนฉบับที่ 4 และบริบทเศรษฐกิจหลังโควิด NCCP มุ่งเน้นไปที่ "Business Model ใหม่" ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven) ข้อมูล (Data-driven) และเศรษฐกิจ (Economy-driven) เพื่อรับมือกับรายจ่ายด้านสุขภาพที่เติบโตเร็วกว่า GDP ของประเทศ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ
สรุปเปรียบเทียบ: การ Implementation ของ NCCP เปรียบเหมือน "การจัดทัพทางอากาศ" ที่ต้องมีทั้งเรดาร์ตรวจจับศัตรูที่แม่นยำ (Informatics & Screening) อาวุธที่ทันสมัย (Innovation & Particle Therapy) และระบบสนับสนุนที่เข้าถึงทุกพื้นที่ (Cancer Anywhere) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยมะเร็งทุกคนจะได้รับการดูแลที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันครับ
สรุปโดยใช้ Gemini และถามต่อเพิ่มเติม
สรุปผลการดำเนินงานตลอด 30 ปี ของแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (NCCP) ในประเทศไทย โดย นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่สถิติสถานการณ์ปัจจุบัน ความสำเร็จของการป้องกันในอดีต ไปจนถึงความท้าทายและทิศทางนวัตกรรมในอนาคต
รายละเอียดทั้งหมดสรุปตามหัวข้อได้ดังนี้ครับ:
1. สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย (Cancer Burden)
- อัตราการตายเพิ่มขึ้น: ในปี 2023 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งถึง 86,310 ราย โดยมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี
- จำนวนผู้ป่วยใหม่: พบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 140,000 รายต่อปี และเพิ่มขึ้นปีละ 2,400–3,200 ราย
- มะเร็งยอดฮิต (ข้อมูลล่าสุด):
- เพศชาย: มะเร็งตับและท่อน้ำดี (ASR 27.7) เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด
- เพศหญิง: มะเร็งเต้านม (ASR 41.3) พุ่งสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด ตามด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด
- แนวโน้ม: มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มะเร็งตับและมะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มลดลง
2. ความสำเร็จของการป้องกัน (Prevention Success)
- มะเร็งตับ (Primary Prevention): ประสบความสำเร็จจากการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccination) ต่อเนื่องกว่า 22 ปี ทำให้ผู้ป่วยตับอักเสบบีลดลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเกิดมะเร็งตับลดลงตาม
- มะเร็งปากมดลูก (Secondary Prevention):
- โครงการคัดกรองตั้งแต่ปี 2005 ครอบคลุมผู้หญิงไทยกว่า 21 ล้านคน
- ในปี 2020-2024 สามารถทำผลงานคัดกรองได้สูงถึง 83.4%
- มีการปูพรมฉีดวัคซีน HPV ในนักเรียนหญิง และมีโครงการ Catch-up ในปี 2023 เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
- มะเร็งลำไส้ใหญ่**: เริ่มโครงการคัดกรองด้วย FIT test ในปี 2018 สำหรับประชากรอายุ 50-70 ปี ปัจจุบันคัดกรองไปแล้วกว่า 6.3 ล้านราย
3. ระบบบริการและการเข้าถึง (Tertiary Prevention)
- เครื่องฉายรังสี (Radiotherapy):
- ปัจจุบันไทยมี 136 เครื่อง แต่อัตราส่วนที่เหมาะสมคือ 2.2 เครื่องต่อประชากรล้านคน (ต้องการรวม 150 เครื่อง)
- ความเหลื่อมล้ำ: กรุงเทพฯ มี 2 เครื่องต่อล้านประชากร ขณะที่ต่างจังหวัดมีเพียง 1.3 เครื่อง
- ในปี 2025 ยังมี 14 จังหวัด ที่อยู่นอกรัศมีบริการ 150 กม. จากโรงพยาบาลที่มีเครื่องฉายรังสี (เช่น น่าน, ตาก, ตราด, นราธิวาส)
- การเข้าถึงยา: มุ่งเน้นการลดราคาและเพิ่มการเข้าถึงยาพุ่งเป้า (Targeted Therapies) ผ่านความร่วมมือรัฐและเอกชน (PPP) และการผลิตเองโดยองค์การเภสัชกรรม (GPO)
4. นวัตกรรมและทิศทางในอนาคต (Next Direction)
- AI ในการคัดกรองมะเร็งปอด**: มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ AI Chest X-ray จากหลายค่าย (เช่น Siriraj AI, Perceptra, qXR) เพื่อช่วยตรวจหาสิ่งผิดปกติเบื้องต้น
- โครงการนำร่อง (Pilot Projects):
- การใช้รถเอกซเรย์เคลื่อนที่ร่วมกับ AI ในจังหวัดลำปาง
- การนำ LDCT (Low-Dose CT) มาใช้คัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงในเขตสุขภาพที่ 1
- ความท้าทายทางเศรษฐกิจ**: ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (CHE) สูงถึง 5.16% ของ GDP ในปี 2021 ในขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น สถาบันมะเร็งฯ จึงเสนอรูปแบบ "New Business Model" ที่เน้นความคุ้มค่าและความยั่งยืน
- ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนถัดไป: จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven), เน้นกลุ่มเป้าหมาย (Target population-driven), คำนึงถึงเศรษฐกิจ (Economy-driven) และใช้นวัตกรรม (Innovation-driven) เพื่อความเท่าเทียมในการเข้าถึง
- Cancer Informatics: ใช้ข้อมูลระบาดวิทยา (Epidemiology) และทะเบียนมะเร็ง (Registries) เป็นฐานในการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง (Risk factors) และพฤติกรรมทางสังคม
- Health Care System: ตัวระบบบริการถูกออกแบบผ่านกลยุทธ์การป้องกัน 3 ระดับ (1, 2, 3 prevention) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliation)
- Capacity Building**: การสร้างศักยภาพบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับภาระโรค
- Evaluation & Innovation**: การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap analysis) ความคุ้มค่า (Cost benefit/effectiveness) และการใช้นวัตกรรมเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ให้ทันสมัย
- การควบคุมโรคมะเร็งตับ: ประสบความสำเร็จผ่านแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรค (EPI) โดยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยตับอักเสบบีและซีลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเกิดมะเร็งตับลดลงตามไปด้วย
- การควบคุมโรคมะเร็งปากมดลูก: เริ่มฉีดวัคซีน HPV ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2017 ในกลุ่มนักเรียนหญิงชั้น ป.5 และในปี 2023 ได้จัดทำโครงการ Catch-up จนมียอดการฉีดเข็มแรกครอบคลุมถึง 62% ของกลุ่มเป้าหมาย
- มะเร็งปากมดลูก: มีการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2005 ในกลุ่มอายุ 30-60 ปี คัดกรองไปแล้วกว่า 21 ล้านราย
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก: เริ่มดำเนินการปี 2018 ในกลุ่มอายุ 50-70 ปี โดยใช้การตรวจ FIT test หากพบผลบวก (Positive) จะส่งต่อเพื่อทำ Colonoscopy ซึ่งจากสถิติปี 2561-2568 พบติ่งเนื้อ (Polyp) และมะเร็งในสัดส่วนที่ชัดเจน ช่วยให้รักษาได้ทันเวลา
- มะเร็งปอด: อยู่ในขั้นตอนโครงการนำร่อง (Pilot Projects) เช่น การใช้รถเอกซเรย์เคลื่อนที่ร่วมกับ AI และการใช้ LDCT ในกลุ่มเสี่ยงสูงเพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนขยายผลระดับชาติ
- การกระจายเครื่องฉายรังสี: ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนเครื่องจาก 136 เครื่อง เป็น 150 เครื่อง เพื่อให้บรรลุสัดส่วน 2.2 เครื่องต่อประชากรล้านคนตามมาตรฐานสากล
- การบริหารจัดการยามะเร็ง: พัฒนาระบบจัดซื้อร่วมและส่งเสริมการผลิตยาภายในประเทศโดยองค์การเภสัชกรรม (GPO) เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มการเข้าถึงยา Targeted Therapies
- Data & Target Population-driven: ใช้ข้อมูลวิเคราะห์เจาะจงกลุ่มประชากรที่เสี่ยงที่สุด
- Innovation & Economy-driven: นำเทคโนโลยีอย่าง AI และเครื่องมือคัดกรองใหม่ๆ มาใช้ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุน (New Business Model) เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ยั่งยืน
- Equitable Access: มุ่งเน้นการลด "ช่องว่าง" ของบริการในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังอยู่นอกรัศมีการให้บริการรักษาหลัก



.png)
.png)

Comments
Post a Comment