[CU-MOOC] หลักการพื้นฐานทางกฎหมายทั่วไป - บทที่ 6: การตีความกฎหมายอาญา
1. ความแตกต่างจากการตีความกฎหมายทั่วไป
โดยปกติ หลักการตีความกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรค 1 จะต้องพิจารณา "ถ้อยคำลายลักษณ์อักษร" ควบคู่ไปกับ "เจตนารมณ์ของกฎหมาย" แต่เนื่องจากกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดและบทลงโทษแก่บุคคล จึงต้องมีหลักเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงและระมัดระวังมากกว่า,
2. หลักการตีความอย่างเคร่งครัด (Strict Interpretation)
หลักการสำคัญประการแรกคือ กฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด หมายความว่า หากตัวบทบัญญัติด้วยถ้อยคำใด จะขยายความให้กว้างไปกว่าที่ระบุไว้ไม่ได้
- กรณีศึกษาเรื่อง "คนกลางเรียกรับสินบน" (มาตรา 143):
- กฎหมายระบุความผิดสำหรับคนกลางที่เรียกรับเงินเพื่อนำไปให้แก่ "เจ้าพนักงาน",
- เคยมีคดีดังที่คนกลางเรียกเงินเพื่ออ้างว่าจะนำไปให้ "ภรรยาของผู้พิพากษา" เพื่อให้ช่วยวิ่งเต้นคดี
- ผลการตีความ: เนื่องจากภรรยาผู้พิพากษาไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย การเรียกรับเงินในกรณีนี้จึง ไม่ผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน เพราะต้องตีความคำว่าเจ้าพนักงานอย่างเคร่งครัด,
- อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจไปผิดกฎหมายฐานอื่นแทน เช่น ฐานฉ้อโกง หากเป็นการหลอกเอาเงินไปโดยไม่ได้ตั้งใจจะทำตามที่อ้าง ซึ่งเรียกว่า "กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท"
3. การตีความเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือด (มาตรา 71)
อีกตัวอย่างหนึ่งของการตีความเคร่งครัดคือ กรณีความผิดฐานลักทรัพย์ระหว่างญาติ
- มาตรา 71 กำหนดข้อยกเว้นว่า หากเป็นการลักทรัพย์ระหว่าง "บุพการีกับผู้สืบสันดาน" ให้เป็นความผิดที่ ยอมความกันได้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว,
- การตีความ: คำว่าบุพการีและผู้สืบสันดานในทางอาญาต้องตีความตาม "หลักสายโลหิต" เท่านั้น ดังนั้น หากเป็นกรณีที่ ลูกบุญธรรม ลักทรัพย์ผู้รับบุตรบุญธรรม จะไม่เข้าเงื่อนไขนี้และยังคงเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้
4. ประเภทของความผิดในกฎหมายอาญา
ในบทนี้ยังได้อธิบายความแตกต่างระหว่างความผิด 2 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการตีความ ได้แก่:
- ความผิดอันยอมความกันได้ (ความผิดต่อส่วนตัว): หากผู้เสียหายและผู้กระทำผิดตกลงกันได้ หรือผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ คดีก็ระงับไป ตำรวจหรืออัยการไม่สามารถดำเนินคดีต่อได้
- ความผิดอาญาแผ่นดิน: เป็นความผิดที่ถือว่า รัฐหรือแผ่นดินเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายส่วนตัวจะไม่ติดใจเอาความ แต่กฎหมายไม่ยอมให้เลิกแล้วต่อกัน เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, ทำร้ายร่างกาย หรือการลักทรัพย์ทั่วไป,
สรุป: หัวใจของการตีความกฎหมายอาญาในส่วนนี้คือ "ความชัดเจนตามตัวอักษร" กฎหมายเขียนไว้แค่ไหน ก็บังคับใช้ได้แค่นั้น ไม่สามารถ "เดา" หรือ "ขยาย" เจตนารมณ์เพื่อไปลงโทษใครในสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนได้ครับ,
การตีความกฎหมายอาญาเปรียบเสมือน "การใช้ไม้บรรทัดวัดขนาดของวัตถุ" ครับ ถ้าไม้บรรทัดบอกว่าวัตถุต้องยาว 10 เซนติเมตรถึงจะถือว่าผิด เราจะไปยืดไม้บรรทัดหรือจินตนาการเอาเองว่าวัตถุที่ยาว 9.9 เซนติเมตรนั้นคือ 10 เซนติเมตรไม่ได้ เพราะความเที่ยงตรงของไม้บรรทัดคือหลักประกันความยุติธรรมของประชนนั่นเองครับ
การตีความกฎหมายอาญาในบทที่ 6 (ตอนที่ 2) กฎหมายอาญามีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากกฎหมายแพ่ง โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการในการตีความ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนี้ครับ:
1. การตีความโดยเคร่งครัด (Strict Interpretation)
กฎหมายอาญาต้องตีความตามตัวอักษรอย่างตรงไปตรงมา ไม่สามารถขยายความตามใจชอบได้, ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ มาตรา 71 เรื่องความผิดฐานลักทรัพย์:
- โดยปกติ "ลักทรัพย์" เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ แต่กฎหมายยกเว้นให้ว่า หากเป็นการกระทำระหว่าง "ผู้สืบสันดานกับบุพการี" ให้เป็นความผิดที่ยอมความกันได้ เพื่อรักษาความสงบสุขในครอบครัว,
- บทเรียนสำคัญ: คำว่าบุพการีและผู้สืบสันดานในทางอาญา หมายถึง "ผู้สืบสายโลหิต" เท่านั้น ดังนั้นหาก "ลูกบุญธรรม" ลักทรัพย์ผู้รับบุตรบุญธรรม จะไม่ได้รับสิทธิตามข้อยกเว้นนี้ และยังคงเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ เพราะไม่ใช่สายโลหิตโดยตรงตามที่กฎหมายระบุไว้,
2. ห้ามตีความเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษให้หนักขึ้น
ศาลหรือนักกฎหมายไม่สามารถตีความถ้อยคำในกฎหมายเพื่อทำให้บุคคลต้องรับผิดในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน หรือเพื่อเพิ่มโทษให้หนักขึ้น,
- กรณีศึกษาเรื่องการฉ้อโกง (มาตรา 341): กฎหมายระบุว่าต้องเป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่ง "ทรัพย์สิน"
- หากมีการหลอกให้คนอื่นมา "ออกแรงทำงาน" (เช่น หลอกว่ามีทองฝังอยู่เพื่อให้คนมาช่วยขุดบ่อ) แม้จะเป็นการหลอกลวง แต่ "แรงงาน" ไม่ใช่ "ทรัพย์สิน" จึงไม่สามารถตีความขยายความคำว่าทรัพย์สินให้รวมถึงแรงงานเพื่อลงโทษฐานฉ้อโกงในทางอาญาได้, (อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกหลอกสามารถฟ้องร้องทางแพ่งฐานละเมิดเพื่อเรียกค่าเสียหายได้)
3. หากมีข้อสงสัย ต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย (In Dubio Pro Reo)
หากถ้อยคำในกฎหมายอาญาสามารถตีความได้หลายนัยยะ หรือมีความคลุมเครือจนเกิดความสงบสัย หลักการคือ ต้องเลือกการตีความที่เป็นผลดี (เป็นคุณ) ต่อจำเลยหรือผู้ต้องหา,,
- ตัวอย่าง: หากมีการกำหนดโทษปรับหรือกักขังที่ตีความได้สองทาง ทางหนึ่งเป็นโทษที่หนักกว่า อีกทางหนึ่งเบากว่า ศาลจะต้องเลือกทางที่เบากว่าหรือเป็นผลดีต่อจำเลยมากที่สุด
สรุปภาพรวม: การตีความกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา 4 วรรค 1 จะดูทั้ง "ตัวอักษร" และ "เจตนารมณ์" ควบคู่กันไป แต่สำหรับ กฎหมายอาญาซึ่งส่งผลต่อเสรีภาพของบุคคล จะยึดถือหลักการตีความเคร่งครัดเป็นสำคัญ โดยต้องขยันอ่านตำราและคำพิพากษาประกอบเพื่อให้เข้าใจหลักเกณฑ์เหล่านี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การตีความกฎหมายอาญาเปรียบเสมือน "การวัดส่วนสูงเพื่อเข้าเครื่องเล่น" ครับ หากกฎหมายบอกว่าต้องสูง 150 เซนติเมตรถึงจะผ่านประตู (โดนลงโทษ) ได้ แม้คนจะสูง 149.9 เซนติเมตร เราก็ไม่สามารถ "เขย่ง" หรือ "ดึงตัว" (ตีความขยายความ) ให้เขาดูสูงขึ้นเพื่อจะพาเขาเข้าประตูไปลงโทษได้ กติกาเขียนไว้อย่างไร ต้องเป็นไปตามนั้นอย่างเคร่งครัดครับ


Comments
Post a Comment