[CU-MOOC] หลักการพื้นฐานทางกฎหมายทั่วไป - บทที่ 6: การตีความกฎหมาย (part 4)
การตีความกฎหมาย (ตอนที่ 4) ได้อธิบายถึงหลักเกณฑ์และวิธีการค้นหาความหมายของกฎหมายผ่าน การตีความตามเจตนารมณ์ ควบคู่ไปกับการตีความตามตัวอักษร โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้ครับ:
1. ทฤษฎีในการค้นหาเจตนารมณ์
ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงของกฎหมาย มี 2 ทฤษฎีหลักที่ใช้พิจารณา:
- ทฤษฎีอำเภอจิต (Subjective Theory): มุ่งค้นหาเจตนาของผู้ที่ยกร่างหรือพิจารณากฎหมายในขณะนั้น โดยดูจากบันทึกถ้อยคำหรือรายงานการประชุม ทฤษฎีนี้มักใช้กับ กฎหมายใหม่ ที่เพิ่งประกาศใช้เพื่อให้ตรงตามเจตนาแรกเริ่ม
- ทฤษฎีอำเภอกาล (Objective Theory): มุ่งค้นหาเจตนารมณ์โดยปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป ทฤษฎีนี้ใช้เพื่อให้กฎหมายที่ใช้มานาน (เป็น 10-100 ปี) ยังคง "มีชีวิต" และทันสมัยอยู่เสมอโดยไม่ต้องแก้ตัวบท
2. วิธีการและแหล่งข้อมูลในการค้นหาเจตนารมณ์
นักกฎหมายสามารถค้นหาความหมายเบื้องลึกได้จาก 6 ช่องทาง:
- พระราชปรารภหรืออารัมภบท: มักปรากฏในรัฐธรรมนูญเพื่อบอกสภาพปัญหาและเหตุผลที่ต้องมีกฎหมายฉบับใหม่
- หมายเหตุท้ายกฎหมาย: หรือเดิมคือหลักการและเหตุผลที่บันทึกไว้ในร่างกฎหมาย ซึ่งจะกลายมาเป็นย่อหน้าสุดท้ายของกฎหมายเมื่อประกาศใช้
- บริบททางประวัติศาสตร์: พิจารณาสถานการณ์ก่อนที่จะมีการตราหรือแก้ไขกฎหมาย
- การเทียบเคียงระบบกฎหมาย: อ่านกฎหมายหลายฉบับหรือหลายมาตราในเรื่องเดียวกันประกอบกันเพื่อดูภาพรวม
- หลักการใช้บังคับได้: ต้องตีความในทางที่ทำให้กฎหมาย มีผลบังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่ตีความแล้วทำให้กฎหมายใช้ไม่ได้
- การตีความข้อยกเว้น: หากกฎหมายนั้นเป็นข้อยกเว้นที่ จำกัดสิทธิและเสรีภาพ จะต้อง ตีความโดยแคบ เท่านั้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน
3. กรณีศึกษาและตัวอย่างการตีความ
แหล่งข้อมูลยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้จริง:
- สัญญาจ้างเมียน้อย:
- สัญญา จ้างให้เป็นเมียน้อย ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี (โมฆะ) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เพราะไทยยึดหลักผัวเดียวเมียเดียว
- สัญญา จ้างให้เลิกเป็นเมียน้อย ถือว่าใช้บังคับได้ เพราะส่งเสริมศีลธรรมและสอดคล้องกับหลักผัวเดียวเมียเดียว
- การฟ้องบุพการี (คดีอุทลุม): กฎหมายห้ามผู้สืบสันดานฟ้องบุพการี แต่เนื่องจากเป็นบทจำกัดสิทธิ จึงต้องตีความเคร่งครัดตามสายโลหิต ทำให้ ลูกเขยสามารถฟ้องพ่อตาแม่ยายได้ เพราะพ่อตาแม่ยายไม่ใช่บุพการีโดยสายเลือด
4. เมื่อ "ตัวอักษร" ขัดกับ "เจตนารมณ์"
หากความหมายตามตัวอักษรขัดกับเจตนารมณ์ในใจของกฎหมาย นักกฎหมายส่วนใหญ่จะยึดถือ เจตนารมณ์เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากภาษาอาจเกิดความผิดพลาดในการสื่อสารได้ แต่เจตนารมณ์คือความต้องการที่แท้จริง
5. หลักการตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 4
หัวใจสำคัญของการตีความในประเทศไทยถูกกำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรค 1 ซึ่งระบุว่าการตีความต้องดูทั้ง ตัวอักษรและเจตนารมณ์ควบคู่กันไป (คำว่า "หรือ" ในมาตรานี้ให้แปลความว่า "และ")
การตีความกฎหมาย เปรียบเสมือน "การแปลความหมายของคำพูดคน" ครับ บางครั้งคำพูดที่ออกมา (ตัวอักษร) อาจจะไม่ตรงกับความรู้สึกในใจ (เจตนารมณ์) เสียทีเดียว การจะเป็นนักกฎหมายที่ดีจึงต้องรู้จักสังเกตทั้งถ้อยคำและบริบทแวดล้อมเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่คนพูดต้องการจะบอกจริงๆ นั่นเองครับ
.png)
Comments
Post a Comment