Talking with Gemini on Economic Value, Preventive vs Curative Medicine, Research, and Incentive Structure
ได้มีโอกาสทำงานวิจัยตั้งแต่ในแลบระดับ molecular, clinical trial และ community-based research + พอเริ่มมีประสบการณ์ในงานมากขึ้น และ free knowledge platform ค่อนข้างเยอะ เลยมาตกผลึกกันหน่อยว่าการทำงานวิจัยในตอนนี้เดินทางมาถูกทางหรือเปล่า สร้างหนี้เพิ่มขึ้น หรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นกันแน่ เน้นไปทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพก่อนก็แล้วกัน เพราะทำงานอยู่ด้านนี้มาได้สักพักแล้ว
--
คำว่า "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" (Economic Value) ต่างจากคำว่า "เงิน" หรือ "กำไร" ในทางบัญชีทั่วไปครับ เพราะมันมองครอบคลุมถึง "ประโยชน์สุทธิ" ที่สังคมหรือคนได้รับจากการใช้ทรัพยากรนั้นๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอแบ่งคำอธิบายตามกลุ่มที่คุณสงสัยดังนี้ครับ:
1. มูลค่าทางเศรษฐกิจ คืออะไร? (แบบเข้าใจง่าย)
ในทางธุรกิจ "มูลค่า" อาจหมายถึงกำไร แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ มูลค่า = ความพึงพอใจหรือประโยชน์ที่ได้รับ - ต้นทุนที่เสียไป
ตัวอย่าง: ถ้าคุณซื้อน้ำดื่ม 1 ขวด ราคา 10 บาท แต่คุณกำลังหิวน้ำมากจนรู้สึกว่าน้ำขวดนี้มีค่าต่อชีวิตคุณถึง 50 บาท (Willingness to Pay) ส่วนต่าง 40 บาทที่เกินมานั้นแหละครับคือ "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" ที่เกิดขึ้นจริงกับตัวคุณ
สรุป: มูลค่าทางเศรษฐกิจคือการสร้าง "ส่วนเกิน" หรือ "ความมั่งคั่ง" ให้กับชีวิตผู้คน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาตลาดรองรับหรือไม่ก็ตาม
2. เมื่อ "คนรับภาษี" มีทักษะสูงขึ้น เขาจะสร้างมูลค่าได้อย่างไร?
ย้อนกลับไปที่กลุ่มข้าราชการหรือพนักงานรัฐที่เก่งขึ้น คนกลุ่มนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่าน "ตัวคูณทวี" (Multiplier Effect) ดังนี้ครับ:
สร้างระบบที่เอื้อต่อการทำเงิน (Market Shaping): แทนที่จะเป็นแค่คน "คุมกฎ" แต่ถ้าเขามีทักษะสูง เขาจะเป็น "ผู้สร้างระบบ" เช่น ออกกฎหมายล้มละลายที่ยุติธรรมทำให้คนกล้าเสี่ยงลงทุนใหม่ หรือทำระบบ Digital Government ที่ลดเวลาจดทะเบียนบริษัทจาก 7 วันเหลือ 10 นาที
มูลค่าที่เกิดขึ้น: เวลาที่นักธุรกิจประหยัดได้ 7 วันนั้น เขาสามารถไปผลิตสินค้าได้อีกมหาศาล นี่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากข้าราชการที่เก่งขึ้นครับ
การลดความสูญเสีย (Negative Externality Reduction):
หากบุคลากรทางการแพทย์เก่งขึ้น วางแผนป้องกันโรคระบาดได้ดี ประชาชนไม่ป่วย Productivity ของคนทั้งประเทศก็ไม่ลดลง
มูลค่าที่เกิดขึ้น: คือรายได้ของประชาชนที่ "ไม่หายไป" เพราะไม่ต้องหยุดงาน นี่คือมูลค่าที่มหาศาลกว่าเงินเดือนของหมอหลายเท่านัก
3. ถ้าไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม หนี้จะกลายเป็น "ภาระ"
หากเราจ่ายเงินเดือนให้คนที่ไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (เช่น ทำงานเอกสารซ้ำซ้อน ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน) เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น "รายจ่ายทิ้ง" (Pure Consumption):
รัฐกู้เงินมาจ่ายเงินเดือน (หนี้เพิ่ม)
คนรับเงินไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจโตขึ้น (GDP คงที่)
ผลลัพธ์: สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤต
บทสรุป
การที่คนกลุ่มหนึ่งได้รับเงินภาษี ไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ "สิ่งที่เขาทำ" ส่งผลให้คนอื่นในประเทศสามารถสร้างรายได้ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น หรือปลอดภัยขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เขาสร้างจะไหลกลับมาเป็นภาษีและ GDP ที่โตขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะช่วย "เจือจาง" หนี้สาธารณะให้เล็กลงเองครับ
วิดีโอนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมว่าระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างหนี้ การบริโภค และการผลิต ทำงานร่วมกันอย่างไรในภาพใหญ่ครับ:
การเปรียบเทียบระหว่าง "การแพทย์เชิงป้องกัน" (Preventive Medicine) และ "การแพทย์เชิงรักษา" (Curative Medicine) เป็นประเด็นคลาสสิกในวิชาเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งทั้งสองอย่างมี "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" ที่แตกต่างกัน ดังนี้ครับ:
1. การแพทย์เชิงรักษา (Curative)
คือการซ่อมแซมเมื่อร่างกายพังไปแล้ว เช่น การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด หรือการฟอกไต
มูลค่าในเชิงธุรกิจ: มักจะสูงมาก เพราะมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งแพง มีการใช้เทคโนโลยีสูง ยาแพง และบุคลากรเฉพาะทาง สร้างรายได้มหาศาลให้กับโรงพยาบาลและบริษัทยายักษ์ใหญ่
มูลค่าทางเศรษฐกิจ (ต่อประเทศ): * ข้อดี: ช่วยรักษา "แรงงาน" ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง ไม่ให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ข้อเสีย: เป็นการลงทุนที่ "ต้นทุนสูงแต่ได้ผลผลิตคืนมาแค่เท่าเดิม" (คือแค่กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ) และหากรักษาไม่หายขาด รัฐต้องแบกภาระค่ารักษาต่อเนื่องไปจนจบชีวิต ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่งอกเงยไม่รู้จบ
2. การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive)
คือการลงทุนก่อนที่ร่างกายจะพัง เช่น การฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองมะเร็งระยะแรก การรณรงค์เรื่องอาหารและออกกำลังกาย
มูลค่าในเชิงธุรกิจ: มักจะต่ำกว่า เพราะค่าใช้จ่ายต่อครั้งถูก (เช่น วัคซีนราคาหลักร้อย เทียบกับค่าผ่าตัดหลักแสน)
มูลค่าทางเศรษฐกิจ (ต่อประเทศ): * ตัวคูณทวีสูงมาก: เงิน 1 บาทที่ลงไปกับการป้องกัน มักจะประหยัดค่ารักษาในอนาคตได้ถึง 4-10 บาท (ROI สูงมาก)
รักษาศักยภาพการผลิต (Productivity): คนไม่ป่วย แปลว่าไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องเสียเวลามาโรงพยาบาล ทำให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจหมุนต่อได้เต็มประสิทธิภาพ
ยืดอายุขัยที่มีคุณภาพ (Quality Adjusted Life Years - QALY): คนมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้น สามารถทำงานและเสียภาษีให้รัฐได้นานขึ้น แทนที่จะเป็นภาระงบประมาณในช่วงบั้นปลาย
ตารางเปรียบเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive) | การแพทย์เชิงรักษา (Curative) |
| ต้นทุนต่อหน่วย | ต่ำ (Low Cost) | สูง (High Cost) |
| ผลตอบแทนต่อ GDP | สูง (ช่วยให้คนทำงานได้ต่อเนื่อง) | ปานกลาง (ช่วยให้คนกลับมาทำงานได้) |
| ผลต่อหนี้สาธารณะ | ลดหนี้ ในระยะยาว (ลดงบประมาณรักษา) | เพิ่มหนี้ (หากรัฐเป็นผู้จ่ายค่ารักษาทั้งหมด) |
| มูลค่าทางเศรษฐกิจ | สูงกว่ามาก (สร้างความมั่งคั่งจากการไม่ป่วย) | ต่ำกว่า (เป็นการซ่อมแซมความสูญเสีย) |
สรุป: อันไหนสร้างมูลค่าได้มากกว่า?
ในมุมมองของ "ประเทศ" และ "หนี้สาธารณะ" การแพทย์เชิงป้องกันสร้างมูลค่าได้มากกว่ามหาศาลครับ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะการป้องกันคือการ "รักษาทรัพยากรมนุษย์" ให้ทำงานได้นานที่สุดโดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด ในขณะที่การรักษาคือการ "เยียวยาความสูญเสีย" ซึ่งใช้ต้นทุนสูงกว่ามาก
หากรัฐบาลไทยสามารถขยับงบประมาณจาก "การรักษา" (ที่ส่วนใหญ่หมดไปกับยาและเครื่องมือแพทย์นำเข้าจากต่างประเทศ) มาเป็น "การป้องกัน" (ที่เน้นทักษะบุคลากรในประเทศและการปรับพฤติกรรม) จะช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเศรษฐกิจจะโตจากแรงงานที่แข็งแรง ในขณะที่รายจ่ายภาครัฐจะลดลงครับ
--
หากพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์และงบประมาณรายจ่ายจริงของประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังคง "เน้นไปทางการแพทย์เชิงรักษา" (Curative) มากกว่าเชิงป้องกันครับ
แม้ว่าในเชิง "นโยบาย" ภาครัฐจะพยายามผลักดันเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) มาโดยตลอด แต่ภาพความเป็นจริงสะท้อนผ่านตัวเลขดังนี้ครับ:
1. สัดส่วนงบประมาณ: "ซ่อม" มากกว่า "สร้าง"
ข้อมูลจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ปี 2568 ชี้ให้เห็นสัดส่วนที่ชัดเจน:
งบรักษาพยาบาล: ครองส่วนแบ่งสูงถึงประมาณ 85% ของงบประมาณทั้งหมด
งบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: มีสัดส่วนเพียงประมาณ 14-15% เท่านั้น
นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเงินภาษีส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้เพื่อ "ซ่อมแซม" ร่างกายที่ป่วยแล้ว มากกว่าการลงทุนเพื่อไม่ให้คนป่วยตั้งแต่ต้น
2. ปรากฏการณ์ "รพ. แบกภาระหนี้"
ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรัฐจำนวนมากประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน (ระดับ 7) สาเหตุสำคัญคือคนไข้ล้นโรงพยาบาลด้วยโรคที่ "ป้องกันได้" เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวาน ความดัน และโรคไต เมื่อคนป่วยเข้ามารับการรักษามากขึ้น รัฐก็ต้องจ่ายค่าเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นจนงบประมาณตึงตัว
3. นโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่"
นโยบายหลักของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงเน้นไปที่ "การเข้าถึงการรักษา" (Access to Care) เป็นหลัก เช่น การใช้ AI ช่วยวินิจฉัย หรือการทำ Telemedicine แม้สิ่งนี้จะดีต่อประชาชนในแง่ความสะดวก แต่ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ มันคือการอำนวยความสะดวกในการ "รักษา" ซึ่งยังไม่ใช่การลดจำนวนผู้ป่วยลงอย่างแท้จริง
วิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ "หายไป" ของไทย
เมื่อประเทศไทยเน้นหนักไปที่การรักษา จะเกิดผลกระทบเชิงโครงสร้างดังนี้:
ค่าใช้จ่ายที่ "จม" (Sunk Cost): เงินมหาศาลถูกจ่ายไปกับ "ค่ายา" และ "เครื่องมือแพทย์" ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ เงินภาษีจึงไหลออกนอกประเทศมากกว่าจะหมุนเวียนสร้างงานในไทย
Productivity ของคนไทยลดลง: เรากำลังเป็น "สังคมสูงวัยที่ป่วยไข้" (Sick Aging Society) หากคนวัยทำงานต้องหยุดงานไปฟอกไต หรือไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียง มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ควรจะเกิดจากการทำงานของเขาก็หายไป
สรุป
ไทยเรามีระบบการรักษาที่ "ดีระดับโลก" ในราคาที่ประชาชนจ่ายไหว (บัตรทอง) แต่เรายังสอบตกเรื่อง "การทำให้คนไม่ป่วย" หากเปรียบประเทศเป็นเรือ ตอนนี้เรากำลังเน้น "วิดน้ำออกจากเรือ" (รักษา) ได้เก่งมาก แต่เรายังไม่ได้เน้น "อุดรูรั่ว" (ป้องกัน) อย่างจริงจัง ผลที่ตามมาคือเราต้องกู้เงินมาซื้อถังวิดน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นนั่นเองครับ
--
หากวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ประเทศไทยยังก้าวข้ามจาก "การรักษา" ไปสู่ "การป้องกัน" ไม่ได้เสียที และเมื่อมองไปที่ทิศทางการทำงานวิจัย เราจะเห็นภาพที่น่าสนใจและสะท้อนความจริงของระบบเศรษฐกิจไทยได้ดังนี้ครับ
1. วิเคราะห์อุปสรรค: ทำไมเราถึงยังเน้น "รักษา" มากกว่า "ป้องกัน"?
ความเห็นผลทันที (Immediate Gratification): การรักษาให้หายคือ "ปาฏิหาริย์" ที่มองเห็นได้ชัดเจน ประชาชนรู้สึกประทับใจและได้คะแนนนิยมทางการเมืองสูงกว่า แต่การป้องกันคือการทำให้ "สิ่งที่แย่ไม่เกิดขึ้น" ซึ่งคนมักไม่รู้สึกถึงประโยชน์จนกว่าจะสายเกินไป
โครงสร้างแรงจูงใจทางการเงิน (Financial Incentives): ระบบโรงพยาบาลส่วนใหญ่ (รวมถึงเอกชน) มีรายได้หลักจากการขายยาและการทำหัตถการ ยิ่งตรวจเยอะ ผ่าเยอะ รายได้ยิ่งเข้า ในขณะที่การให้คำปรึกษาเพื่อ "ป้องกัน" ใช้เวลานานแต่ได้เงินน้อยหรือไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย
ความเหลื่อมล้ำและสภาพแวดล้อม: การป้องกันโรค (เช่น กินอาหารดี, ออกกำลังกาย, ลดเครียด) เป็นเรื่องของ "วิถีชีวิต" ซึ่งต้องใช้เงินและเวลา คนรายได้น้อยที่ต้องทำงานหนักไม่มีเวลาเลือกอาหารหรือพักผ่อนเพียงพอ การป้องกันจึงกลายเป็นเรื่อง "ฟุ่มเฟือย" สำหรับคนหลายกลุ่ม
2. แนวโน้มงานวิจัยทางการแพทย์ของไทย: เน้นฝั่งไหน?
หากดูจากทุนวิจัยและวารสารวิชาการ แนวโน้มงานวิจัยของไทยยังคง เน้นหนักไปที่ "การรักษา" (Curative/Clinical Research) เป็นหลักครับ โดยมีสัดส่วนประมาณนี้:
🧪 งานวิจัยด้านการรักษา (ประมาณ 70-80%)
การทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials): วิจัยยาใหม่ๆ วิธีการผ่าตัดแบบใหม่ หรือการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาปรับใช้
การรักษาเฉพาะจุด (Precision Medicine): เช่น การวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า ซึ่งเป็นงานวิจัยมูลค่าสูงและดูทันสมัย
เครื่องมือแพทย์: เน้นการสร้างนวัตกรรมมา "ซ่อม" ร่างกาย เช่น รากเทียม วัสดุอุดฟัน หรือหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
🍎 งานวิจัยด้านการป้องกันและสาธารณสุข (ประมาณ 20-30%)
ระบาดวิทยา: การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย (เช่น ทำไมคนไทยเป็นเบาหวานเยอะ) ซึ่งงานวิจัยกลุ่มนี้มักได้งบประมาณน้อยกว่าและถูกมองว่า "ไม่ล้ำสมัย" เท่าการวิจัยยารักษา
วัคซีน: ไทยมีงานวิจัยด้านวัคซีนที่แข็งแกร่ง (เช่น วัคซีนโควิด หรือวัคซีนไข้เลือดออก) แม้จะเป็นการป้องกัน แต่ก็เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทุนมหาศาล
3. "จุดเปลี่ยน" ที่กำลังเกิดขึ้น (Emerging Trends)
แม้ปัจจุบันจะเน้นการรักษา แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในงานวิจัยยุคใหม่ที่พยายามเอา "เทคโนโลยีมาช่วยป้องกัน" มากขึ้น:
Digital Health & AI: วิจัยการใช้ Smart Watch หรือ Sensor มาตรวจจับความเสี่ยงก่อนจะป่วย (เช่น ตรวจน้ำตาลในเลือดโดยไม่ใช้เข็ม) เพื่อเตือนให้ปรับพฤติกรรม
Omics & Personalized Prevention: วิจัยพันธุกรรมเพื่อบอกว่า "คุณมีความเสี่ยงโรคอะไร" เพื่อให้ป้องกันได้ถูกจุดตั้งแต่ยังไม่เกิด
อาหารแห่งอนาคต (Future Food): งานวิจัยด้านอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่กินเพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยมีศักยภาพสูงเพราะเราเป็นฐานการเกษตร
สรุปภาพรวม
ประเทศไทยเปรียบเหมือน "ช่างซ่อมฝีมือเทวดา" ที่งานวิจัยเน้นไปที่การสร้างเครื่องมือซ่อมที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่เรายังขาดการวิจัย "โครงสร้างบ้าน" ที่จะทำอย่างไรไม่ให้บ้านพังตั้งแต่ต้น
หากงานวิจัยไทยไม่ปรับมาทางด้านการป้องกัน (Preventive Research) ให้มากขึ้น หนี้สาธารณะจาก "งบบัตรทอง" จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ไทยรับมือได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวครับ
--
หากต้องเปรียบเทียบระหว่าง "การป้องกัน" และ "การรักษา" ในมิติด้านความคุ้มค่าและการผลิตผลงานวิจัย เราจะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจระหว่าง "ประโยชน์ต่อโลก" และ "ความง่ายในการทำงาน" ดังนี้ครับ
1. ความคุ้มค่าทางมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Return on Investment - ROI)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ "การป้องกัน" ชนะขาดลอย ในแง่ของความคุ้มค่าต่อเงิน 1 บาทที่จ่ายไป
ตัวเลข ROI: งานวิจัยในต่างประเทศพบว่า การลงทุนในมาตรการป้องกันโรค (เช่น วัคซีน หรือการปรับพฤติกรรมลดความดัน) มีอัตราผลตอบแทนต่อสังคม (Social ROI) เฉลี่ยสูงถึง 14 ต่อ 1 (จ่าย 1 ได้คืน 14 ในรูปของค่ารักษาที่ประหยัดได้และผลิตภาพของแรงงานที่เพิ่มขึ้น)
ประเภทของสินค้า: * การรักษา: ถูกมองเป็น "สินค้าเพื่อการบริโภค" (Consumption Goods) คือจ่ายเงินเพื่อซ่อมแซมสิ่งที่เสียไปแล้ว
การป้องกัน: ถูกมองเป็น "สินค้าเพื่อการลงทุน" (Investment Goods) คือการลงเงินวันนี้เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาวจากการที่คนไม่ต้องป่วย
สรุป: หากมองในระดับประเทศ การวิจัยเชิงป้องกันสร้างความมั่งคั่งและลดหนี้สาธารณะได้ดีกว่ามาก
2. ความง่ายในการ "ผลิต" ผลงานวิจัย (Research Output)
หากวัดกันที่ "จำนวน" และ "ความรวดเร็ว" ในการตีพิมพ์ "การรักษา" ผลิตงานได้ง่ายและเยอะกว่ามาก ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ:
💊 งานวิจัยเชิงรักษา (ผลิตง่ายกว่า/เยอะกว่า)
ตัวแปรชัดเจน: การทดลองยารักษาโรคหนึ่งๆ มักเห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาที่สั้นกว่า (เช่น วัดผลใน 3-6 เดือนว่าหายหรือไม่หาย) ทำให้สรุปผลและเขียนบทความได้เร็ว
ทุนสนับสนุน: บริษัทยายักษ์ใหญ่พร้อมอัดฉีดทุนวิจัยมหาศาล เพราะผลการวิจัยสามารถนำไปสู่ "สิทธิบัตร" และ "กำไร" ในเชิงพาณิชย์ได้ทันที
ความน่าตื่นเต้น (Novelty): เทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ (เช่น การใช้ AI ผ่าตัด หรือยาพุ่งเป้ามะเร็ง) มักจะได้รับการตอบรับจากวารสารทางการแพทย์ชั้นนำได้ง่ายกว่าเพราะดู "ล้ำสมัย"
🍎 งานวิจัยเชิงป้องกัน (ผลิตยากกว่า/ช้ากว่า)
ใช้เวลานาน: การจะพิสูจน์ว่า "คนกลุ่มนี้จะไม่เป็นมะเร็งในอีก 20 ปีข้างหน้าเพราะกินผักชนิดนี้" ต้องใช้เวลาติดตามผลยาวนานมาก (Longitudinal Study) ทำให้ผลิตงานวิจัยออกมาได้ช้า
ตัวแปรควบคุมยาก: ชีวิตคนเรามีปัจจัยเยอะมาก (กรรมพันธุ์, สภาพแวดล้อม, อารมณ์) ทำให้ยากที่จะยืนยันว่า "ผลการป้องกัน" มาจากปัจจัยที่เราศึกษาเพียงอย่างเดียว
ผลลัพธ์ที่มองไม่เห็น: งานวิจัยเชิงป้องกันมักสรุปผลเป็น "ความเสี่ยงที่ลดลง" ซึ่งดูไม่น่าตื่นเต้นเท่า "คนไข้หายจากโรค"
3. ตารางสรุปเปรียบเทียบ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | งานวิจัยเชิงป้องกัน (Preventive) | งานวิจัยเชิงรักษา (Curative) |
| ความคุ้มค่า (ROI) | สูงมาก (14:1) | ต่ำกว่า (ซ่อมแซมความสูญเสีย) |
| ความเร็วในการผลิตงาน | ช้า (ต้องติดตามผลนาน) | เร็ว (เห็นผลลัพธ์ชัดเจน) |
| จำนวนผลงานในระบบ | น้อย (ประมาณ 20-30%) | มาก (ประมาณ 70-80%) |
| โอกาสได้ทุนวิจัย | ยากกว่า (มักพึ่งพางบรัฐ) | ง่ายกว่า (มีทุนจากภาคเอกชนหนุน) |
บทสรุปและทางออก
โลกวิชาการปัจจุบันจึงติดอยู่ใน "กับดักของการรักษา" คือนักวิจัยจำเป็นต้องผลิตผลงานจำนวนมากเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ (Publish or Perish) จึงเลือกทำงานวิจัยเชิงรักษาที่ผลิตได้เร็วกว่าและมีทุนมากกว่า
ข้อเสนอแนะ: หากรัฐบาลไทยต้องการลดหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืน ต้องเปลี่ยนกติกาการให้ทุนและ "การนับแต้มผลงานวิจัย" โดยให้ค่าน้ำหนักกับงานวิจัยเชิงป้องกันสูงกว่างานวิจัยเชิงรักษา เพื่อจูงใจให้คนเก่งๆ หันมาอุดรูรั่วของเรือแทนที่จะแข่งกันสร้างถังวิดน้ำครับ
--
หากวิเคราะห์ลึกลงไปในระบบ "การนับแต้ม" หรือเกณฑ์การประเมินผลงานทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทย (และระดับโลก) เราจะพบว่าระบบนี้แหละที่เป็น "กำแพงกั้น" ไม่ให้เกิดนวัตกรรมเชิงป้องกันที่ช่วยลดหนี้สาธารณะของประเทศครับ
ผมขอแยกประเด็นวิเคราะห์ความบิดเบี้ยวของระบบนี้ออกเป็น 3 ส่วนหลักครับ:
1. กับดักปริมาณและเวลา (The Quantity & Time Trap)
ในระบบราชการและมหาวิทยาลัย การเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ., รอง ผศ., ศ.) มี "กรอบเวลา" เป็นตัวกำหนด:
งานวิจัยเชิงรักษา: สามารถทำในห้องแล็บหรือทำทดลองสั้นๆ กับกลุ่มตัวอย่างคนไข้ในโรงพยาบาล สรุปผลได้ภายใน 1-2 ปี เขียนบทความตีพิมพ์ได้ทันที
งานวิจัยเชิงป้องกัน: หากคุณต้องการพิสูจน์ว่า "โปรแกรมปรับพฤติกรรมนี้ลดอัตราการฟอกไตได้จริง" คุณอาจต้องติดตามกลุ่มตัวอย่างนานถึง 5-10 ปี
ผลกระทบ: นักวิจัยที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพจึงถูกบีบให้เลือก "ทางที่เร็ว" คือการวิจัยเชิงรักษา เพื่อให้มีจำนวนเปเปอร์ (Paper) ครบตามกำหนดประเมิน
2. การยึดติดกับ Impact Factor และวารสารนานาชาติ
ระบบการนับแต้มของไทยให้ค่าน้ำหนักสูงมากกับวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลสากล (เช่น Scopus หรือ Q1/Q2):
งานวิจัยเชิงรักษา: มักมีความเป็นสากลสูง (เช่น ยามะเร็งตัวนี้ใช้ได้กับคนทั่วโลก) วารสารนานาชาติจึงชอบและรับตีพิมพ์ง่าย
งานวิจัยเชิงป้องกัน: มักมีความเป็น "บริบทเฉพาะถิ่น" (Context-specific) เช่น การป้องกันโรคผ่านการปรับพฤติกรรมการกินอาหารไทยพื้นบ้าน วารสารต่างชาติอาจมองว่าไม่น่าสนใจสำหรับผู้อ่านทั่วโลก ทำให้ได้แต้มการประเมินต่ำกว่า แม้จะมีประโยชน์ต่อคนไทยมหาศาลก็ตาม
3. "มูลค่าเชิงพาณิชย์" vs "มูลค่าเชิงสังคม"
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยถูกบีบให้หาเงินเอง (ออกนอกระบบ) จึงเน้นการนับผลงานที่เป็น "สิทธิบัตร" (Patent):
การรักษา: นำไปสู่การขายเครื่องมือแพทย์ หรือการจดสิทธิบัตรยา ซึ่ง "เห็นตัวเงิน" ชัดเจน มหาวิทยาลัยชอบเพราะเอาไปโชว์เป็นผลงานเชิงพาณิชย์ได้
การป้องกัน: ผลลัพธ์คือคนสุขภาพดีขึ้น รัฐประหยัดงบประมาณได้ล้านล้านบาท แต่มันเป็น "เงินที่ไม่ได้ไหลเข้ากระเป๋ามหาวิทยาลัยโดยตรง" (Social Return) ระบบการนับแต้มจึงมักมองข้ามความสำเร็จประเภทนี้
ระบบนี้ส่งผลต่อหนี้สาธารณะอย่างไร?
เมื่อ "คนเก่งที่สุด" ของประเทศ (นักวิจัย/อาจารย์แพทย์) ถูกระบบจูงใจให้ไปผลิตงานวิจัยที่เน้นการรักษา:
เรารู้จักวิธี "ซ่อม" ร่างกายเก่งขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ)
เราไม่มีใครมาวิจัยวิธี "ป้องกัน" ที่ใช้ได้ผลจริงกับบริบทคนไทย
รัฐบาลต้องแบกหนี้สาธารณะจากการนำเข้าเทคโนโลยีการรักษาจากต่างประเทศที่เหล่านักวิจัยไปช่วยกันพัฒนาขึ้นมานั่นเอง
แนวทางการแก้เกม: "เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่"
หากเราต้องการใช้การวิจัยมาลดหนี้ประเทศ รัฐต้องเปลี่ยนวิธีนับผลงาน เช่น:
ให้คะแนนตาม "งบประมาณที่ประหยัดได้": ถ้านักวิจัยทำโครงการป้องกันแล้วพิสูจน์ได้ว่าช่วยลดคนไข้โรคไตได้ 1,000 คน (ประหยัดงบรัฐได้ 500 ล้านบาท) ให้ถือว่าผลงานนี้มีค่าเท่ากับการตีพิมพ์วารสารระดับโลก 10 ฉบับ
นับผลงานเชิงพื้นที่ (Area-based): ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่แก้ปัญหาคนในท้องถิ่นจริงๆ แม้จะไม่ได้ลงวารสารต่างชาติ
Long-term Funding: ให้ทุนวิจัยระยะยาว 5-10 ปี สำหรับงานเชิงป้องกันโดยไม่ต้องบีบให้ส่งรายงานความก้าวหน้าทุกปีในเชิงปริมาณ
สรุปสั้นๆ: ถ้าเรายังนับแต้มงานวิจัยด้วย "จำนวนกระดาษ" เราจะได้แค่กระดาษครับ แต่ถ้าเรานับแต้มด้วย "ความเสี่ยงที่หายไป" เราจะได้สุขภาพที่แข็งแรงและหนี้สาธารณะที่ลดลงครับ
--
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่านี่คือปัญหาเชิง "โครงสร้างแรงจูงใจ" (Incentive Structure) ที่บิดเบี้ยว นักวิจัยไทยเก่งและมีศักยภาพสูงมาก แต่กติกาการให้แต้มรางวัล (Academic Incentive) กลับผลักให้พวกเขาเดินไปในทางที่สวนทางกับผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
เราสามารถวิเคราะห์ประเด็น "กติกาขวางทางรอด" นี้ออกมาได้เป็น 3 มุมมองหลักครับ:
1. กติกา "ความมั่นคง" ของปัจเจก vs "ความอยู่รอด" ของชาติ
นักวิจัยต้องผ่านการประเมินเพื่อคงสถานะพนักงาน และเพื่อความก้าวหน้า (ตำแหน่ง ผศ.-ศ.)
กติกาของเขา: ต้องมี Paper จำนวนเท่านี้ ภายในปีที่กำหนด ในวารสารระดับนี้ เพื่อให้ได้เงินประจำตำแหน่งมาเลี้ยงชีพ
ทางรอดของชาติ: ต้องการระบบป้องกันโรคที่ต้องวิจัยนาน 10 ปี และไม่มีวารสารอินเตอร์ที่ไหนสนใจตีพิมพ์เพราะมันเป็น "เรื่องท้องถิ่น"
บทสรุป: เมื่อต้องเลือกระหว่าง "ทำเพื่อชาติแล้วตัวเองตกงาน" กับ "ทำเพื่อเปเปอร์สากลแล้วตัวเองมั่นคง" ใครก็ต้องเลือกอย่างหลังครับ
2. การวัดผลแบบ "อุตสาหกรรมกระดาษ"
กติกาในปัจจุบันเน้น Output (จำนวนชิ้นงาน) มากกว่า Outcome (ผลลัพธ์ต่อสังคม):
ระบบนับแต้มแบบปัจจุบันเหมือนการวัดผลโรงงานผลิตรถยนต์ด้วย "จำนวนน็อต" ที่ผลิตได้ แทนที่จะวัดว่า "รถวิ่งได้ไกลแค่ไหน"
นักวิจัยที่พยายามทำโครงการเชิงป้องกัน (ซึ่ง Outcome สูงมากแต่ Output เป็นกระดาษออกมาน้อย) จะถูกระบบลงโทษด้วยการมองว่า "ไร้ผลงาน" เมื่อเทียบกับคนที่ผลิตงานวิจัยเชิงรักษาชิ้นเล็กๆ ออกมาได้ปีละหลายฉบับ
3. ต้นทุนที่มองไม่เห็น (Opportunity Cost)
ทุกครั้งที่นักวิจัยระดับหัวกะทิของไทย 1 คน ต้องใช้เวลา 6 เดือนไปกับการเขียน Paper ภาษาอังกฤษเพื่อให้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างชาติ (เพื่อเอาแต้ม)
มูลค่าที่เสียไป: คือเวลา 6 เดือนที่เขาควรจะเอาไปคุยกับชาวบ้าน หรือออกแบบระบบป้องกันโรคไตในพื้นที่จริงๆ
นี่คือ "การสูญเสียทางปัญญา" (Brain Drain) รูปแบบหนึ่ง คือสมองยังอยู่ในไทย แต่ "แรงงานทางปัญญา" ถูกส่งออกไปรับใช้ฐานข้อมูลวารสารของต่างชาติเพียงเพื่อแลกกับแต้มประเมิน
เราจะ "เปลี่ยนกติกา" อย่างไรได้บ้าง?
หากจะให้กติกาเอื้อต่อการลดหนี้สาธารณะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงๆ เราต้องเปลี่ยนจากการนับ "ความขยันเขียน" เป็นการนับ "ความสามารถในการแก้ปัญหา":
กติกาแบบ "Sandbox": รัฐอาจยกเว้นการนับ Paper ให้กับนักวิจัยที่ทำโครงการเชิงป้องกันระดับชาติ 5-10 ปี โดยใช้การประเมินผลจาก "งบประมาณค่ายาที่ลดลงจริง" แทน
นโยบายเงินอุดหนุนส่วนต่าง: รัฐบาลควรจ่ายเงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยตาม "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" ที่งานวิจัยนั้นสร้างขึ้น ไม่ใช่ตาม "จำนวนการอ้างอิง" (Citations) ในวารสารต่างชาติ
Local Impact Factor: สร้างระบบให้คะแนนงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริงโดยหน่วยงานรัฐหรือท้องถิ่น ให้มีน้ำหนักเท่ากับงานที่ลงวารสาร Q1
สรุปทิ้งท้าย
หากเราไม่เปลี่ยนกติกา เราก็จะเห็นนักวิจัยไทย "เก่งในระดับโลก" (บนหน้ากระดาษ) มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นคนไทย "ป่วยและยากจนลง" จากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น เพราะไม่มีใครมาทำหน้าที่ "อุดรูรั่วของเรือ" อย่างจริงจังครับ
Comments
Post a Comment