[CU-MOOC] หลักการพื้นฐานทางกฎหมายทั่วไป - บทที่ 2 ความหมายและลักษณะของกฎหมาย (note)
ตัวคอร์ส https://youtu.be/VQpPcllFJHk
[CU-MOOC] หลักการพื้นฐานทางกฎหมายทั่วไป - บทที่ 2 ความหมายและลักษณะของกฎหมาย
ความหมายและลักษณะของกฎหมาย สามารถสรุปรายละเอียดเนื้อหาของแต่ละตอนได้ดังนี้
2.1 ความหมายของกฎหมาย (ตอนที่ 1): 3 สำนักความคิดและปัญหารัฐประหาร
วิดีโอนี้ปูพื้นฐานเรื่องนิยามของกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็น 3 สำนักความคิดหลัก และเชื่อมโยงกับบริบทการเมืองไทย:
- 3 สำนักความคิดทางกฎหมาย:
- สำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law): มองว่ากฎหมายคือเหตุผลที่ถูกต้อง สอดคล้องกับธรรมชาติ
- สำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง (Legal Positivism): มองว่ากฎหมายคือคำสั่งของ "รัฐาธิปัตย์" (ผู้มีอำนาจสูงสุด) หากฝ่าฝืนต้องรับโทษ
- สำนักกฎหมายประวัติศาสตร์: มองว่ากฎหมายคือผลิตผลจากจิตสำนึกร่วมกันของคนในสังคม
- ประเด็นการรัฐประหาร (Coup d'état):
- มีการถกเถียงว่าคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายหรือไม่ หากยึดสำนักกฎหมายธรรมชาติจะมองว่า "ไม่ใช่" เพราะไม่ได้มาตามวิถีประชาธิปไตย
- แต่หากยึดสำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง จุดชี้ขาดอยู่ที่ "ความสำเร็จ" หากยึดอำนาจไม่สำเร็จจะเป็น "กบฏ" (โทษประหารชีวิต) แต่ถ้ายึดอำนาจสำเร็จจะเป็น "รัฐาธิปัตย์" คำสั่งจึงเป็นกฎหมาย
- แนวคำพิพากษาศาลฎีกาไทย: ยึดตามแนวทางสำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง คือหากรัฐประหารสำเร็จ คำสั่งนั้นถือเป็นกฎหมายใช้บังคับได้
2.2 ความหมายของกฎหมาย (ตอนที่ 2): ลักษณะที่ 1 และ 2
วิดีโอนี้เจาะลึกลักษณะสำคัญ 2 ประการแรกของกฎหมาย:
- ลักษณะที่ 1 เป็นกฎเกณฑ์ (Rule):
- ต้องมีลักษณะบังคับว่า "ต้องทำ" หรือ "ห้ามทำ" ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือ
- ตัวอย่าง: นโยบายรณรงค์ให้ใส่ชุดไทยวันศุกร์ เป็นเพียงการขอร้อง ไม่ใช่กฎหมาย เพราะไม่มีสภาพบังคับ ต่างจากการห้ามขายเหล้ารอบสถานศึกษาที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน
- ลักษณะที่ 2 กำหนดความประพฤติของ "บุคคล":
- กฎหมายใช้บังคับกับคนเท่านั้น สัตว์ไม่สามารถเป็นผู้ทรงสิทธิ์ได้
- ตัวอย่างเรื่องมรดก: ยกมรดกให้สุนัขโดยตรงไม่ได้ (ต่างจากต่างประเทศบางที่) วิธีแก้คือต้องยกให้คน (เช่น นาย ก.) แล้วกำหนดเงื่อนไขให้ดูแลสุนัขแทน,
- ตัวอย่างเรื่องวัด/ศาลเจ้า: "ศาลเจ้า" ไม่ใช่นิติบุคคล รับมรดกไม่ได้ แต่ "วัด" เป็นนิติบุคคล สามารถรับมรดกได้
2.3 ความหมายของกฎหมาย (ตอนที่ 3): ลักษณะที่ 3 (สภาพบังคับทางลบ)
วิดีโอนี้เน้นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายผ่าน "สภาพบังคับ" (Sanction) โดยเปรียบเทียบว่ากฎหมายมีผลทันตาเห็นในชาตินี้ ต่างจากศาสนาที่รอผลชาติหน้า
- สภาพบังคับทางอาญา (ผลร้าย): มีโทษ 5 สถาน เรียงจากหนักไปเบา คือ 1.ประหารชีวิต 2.จำคุก 3.กักขัง 4.ปรับ 5.ริบทรัพย์สิน
- สภาพบังคับทางแพ่ง (ผลร้าย): หากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมจะตกเป็น "โมฆะ" (เสียเปล่า) เช่น การซื้อขายที่ดินต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
2.4 ความหมายของกฎหมาย (ตอนที่ 4): ลักษณะที่ 3 (ต่อ) และ 4
วิดีโอนี้ต่อยอดเรื่องสภาพบังคับที่เป็น "ผลดี" และกระบวนการยุติธรรม:
- สภาพบังคับที่เป็น "ผลดี" (Positive Sanction):
- การจดทะเบียนสมรส: กฎหมายไม่ได้บังคับให้จดและไม่มีโทษถ้าไม่จด แต่ถ้าจดจะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษี สิทธิรับมรดก หรือสิทธิในสินสมรส
- มาตรการภาษี: รัฐใช้วิธีลดภาษีเพื่อจูงใจให้โรงงานย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปนิคมอุตสาหกรรม แทนการออกกฎหมายบังคับขู่เข็ญ
- ลักษณะที่ 4 มีกระบวนการที่แน่นอน (Definite Process):
- กฎหมายต่างจากคำสั่งโจรตรงที่มีขั้นตอนชัดเจน
- คดีอาญา: ตำรวจ (จับ/สอบสวน) -> อัยการ (ฟ้อง) -> ศาล (ตัดสิน) -> ราชทัณฑ์ (ลงโทษ)
- คดีแพ่ง: เจ้าหนี้ฟ้องศาล -> ศาลตัดสิน -> กรมบังคับคดี (ยึดทรัพย์มาขายทอดตลาด) ห้ามเจ้าหนี้ไปยึดของเอง
2.5 ลักษณะของกฎหมาย: ประเภทและนิยามในรัฐธรรมนูญ
วิดีโอสุดท้ายสรุปภาพรวมและจำแนกประเภทกฎหมาย:
- กฎหมายตามเนื้อความ vs กฎหมายตามแบบพิธี:
- กฎหมายตามเนื้อความ: มีลักษณะครบ 4 ข้อ (เป็นกฎเกณฑ์, บังคับคน, มีสภาพบังคับ, มีกระบวนการ) เช่น กฎหมายอาญา
- กฎหมายตามแบบพิธี: ผ่านกระบวนการตรากฎหมายถูกต้อง แต่อาจไม่ได้กำหนดความประพฤติของบุคคลโดยตรง เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี (กำหนดการใช้เงินของรัฐ),
- คำว่า "กฎหมาย" ในรัฐธรรมนูญ:
- ในทางรัฐธรรมนูญ หากจะจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน ต้องทำเป็น "กฎหมาย" ซึ่งหมายถึงเฉพาะ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.), พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ, หรือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เท่านั้น
- กฎหมายลำดับรองอย่าง "พระราชกฤษฎีกา" หรือ "กฎกระทรวง" ไม่สามารถใช้อ้างเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพได้ (เช่น จะออกกฎกระทรวงบังคับให้ใส่ข้อมูลอาชีพในบัตรประชาชนไม่ได้ ต้องออกเป็น พ.ร.บ.)
ความแตกต่างระหว่าง กฎหมายอาญา และ กฎหมายแพ่ง ได้ใน 2 ประเด็นหลัก คือ สภาพบังคับ (บทลงโทษ) และ กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้
1. ความแตกต่างด้าน "สภาพบังคับ" (Sanction)
- กฎหมายอาญา: เน้นไปที่ "การลงโทษ" ให้ได้รับผลร้ายแก่เนื้อตัวร่างกายหรือทรัพย์สิน เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด โดยมีโทษ 5 สถาน เรียงจากหนักไปเบา ได้แก่
- ประหารชีวิต
- จำคุก
- กักขัง
- ปรับ (เช่น การเสียค่าปรับจราจร ถือเป็นโทษทางอาญา)
- ริบทรัพย์สิน,
- กฎหมายแพ่ง: สภาพบังคับไม่ได้มุ่งเน้นการลงโทษทางร่างกาย แต่เน้นที่ "ผลทางกฎหมาย" หรือ "ความสมบูรณ์ของนิติกรรม"
- ผลเสีย: หากทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด จะมีผลให้ตกเป็น "โมฆะ" (เสียเปล่า) เช่น การซื้อขายที่ดินถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ผลคือเป็นโมฆะ หรือการถูกบังคับชำระหนี้ด้วยการยึดทรัพย์
- ผลดี: กฎหมายแพ่งอาจให้ "สิทธิประโยชน์" แก่ผู้ปฏิบัติตาม เช่น การจดทะเบียนสมรส ทำให้ได้สิทธิเป็นทายาทรับมรดก, สิทธิลดหย่อนภาษี หรือสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหากคู่สมรสถูกทำร้าย,
2. ความแตกต่างด้าน "กระบวนการบังคับ" (Process)
- คดีอาญา: เป็นกระบวนการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีบทบาทหลักในการดำเนินคดี
- เริ่มจากผู้เสียหายไป แจ้งความ ที่สถานีตำรวจ
- ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน ออกหมายเรียก หรือขอศาลออกหมายจับ/หมายค้น เพื่อจับกุมผู้ต้องหา
- ตำรวจทำสำนวนส่งให้ พนักงานอัยการ พิจารณาสั่งฟ้อง
- หากศาลตัดสินว่าผิดจริง จะส่งตัวไปรับโทษที่ กรมราชทัณฑ์ (คุก)
- คดีแพ่ง: เป็นเรื่องระหว่างเอกชน (เช่น เจ้าหนี้-ลูกหนี้) รัฐจะไม่เข้ามาจับกุมทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการศาล
- เจ้าหนี้ห้ามไปยึดทรัพย์ลูกหนี้เองโดยพลการ แต่ต้อง ฟ้องศาล
- เมื่อศาลพิพากษาให้ชนะคดี หากลูกหนี้ยังไม่จ่าย เจ้าหนี้ต้องสืบหาทรัพย์สินแล้วร้องขอให้ศาลออก "หมายบังคับคดี"
- เจ้าหน้าที่จาก กรมบังคับคดี จะไปทำการยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาขายทอดตลาด แล้วนำเงินมาใช้หนี้คืนให้เจ้าหนี้,
สรุปสั้นๆ:
- อาญา: ทำผิด -> ตำรวจจับ/อัยการฟ้อง -> ติดคุก/โดนปรับ
- แพ่ง: ผิดสัญญา -> ฟ้องศาลเอง -> เป็นโมฆะ/โดนยึดทรัพย์มาขายใช้หนี้

Comments
Post a Comment