[Hub of Talents/Knowledge] Module 6 Emerging Trial Models (note)
ส่วน module จะบอกถึงความหลากหลายของ clinical trial ที่มีอยู่ การทำ clinical trial ขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวโรค การรักษา และยา Single patient ก็สามารถทำได้ ถ้าตัวยาที่ให้มีความซับซ้อน และจำเพาะต่อบุคคลนั้น ๆ หรือแม้กระทั่ง trail ที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์จริง เพื่อให้ดู practical มากสุด แต่ confounding ก็จะแยะ ดังนั้นต้องมี population size ที่ใหญ่พอในการที่จะบอกความสำคัญทางสถิติ
4 บทเรียนนี้เป็น podcast ทั้งหมด งงเหมือนกันทำไมทำเป็น learning tool แบบนี้ เอาจริง ๆ น่าจะเอาเคสตัวอย่างในไทยมายกตัวอย่างหน่อย เพราะอยากเห็นงานวิจัยในไทยที่มีอยู่จริง
More information: https://hubs.nrct.go.th/list-hub-of-talents-and-knowledge/
รูปแบบการวิจัย (Trial Designs) 4 ประเภทหลัก ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการวิจัยทางการแพทย์ ดังนี้
1. Adaptive Design (การออกแบบวิจัยแบบปรับเปลี่ยนได้)
เปรียบเสมือนการใช้ GPS นำทางที่อัปเดตเส้นทางได้ตลอดเวลา ต่างจากการวิจัยแบบเดิมที่เป็นเหมือนแผนที่กระดาษตายตัว
หลักการสำคัญ:
- Interim Analysis: มีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นระยะระหว่างการทดลอง ไม่ต้องรอจนจบโครงการ
- Pre-specified Rules: การปรับเปลี่ยนต้องอยู่ภายใต้กฎที่ระบุไว้ล่วงหน้าในโครงการวิจัย (Protocol) เท่านั้น ไม่ใช่เปลี่ยนตามใจชอบ
รูปแบบการปรับเปลี่ยน:
- Adaptive Sample Size: ปรับเพิ่มจำนวนอาสาสมัครได้หากข้อมูลยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
- Adaptive Randomization: ปรับสัดส่วนการสุ่ม ตัวอย่างเช่น หากยา A ดูเหมือนจะได้ผลดีกว่ายา B ระบบจะเพิ่มโอกาสให้อาสาสมัครใหม่ได้รับยา A มากขึ้น
- Adaptive Seamless Design: การรวบระยะที่ 2 (Phase 2) และระยะที่ 3 (Phase 3) เข้าด้วยกัน เมื่อจบระยะ 2 แล้วได้ผลดี ก็เดินหน้าต่อระยะ 3 ได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดโครงการเพื่อขออนุมัติใหม่
ตัวอย่างการศึกษา (Case Studies):
- Recovery Trial (COVID-19): ใช้รูปแบบ Platform Trial เปรียบเสมือนเวทีกลางที่ทดสอบยาหลายตัวพร้อมกัน หากตัวไหนไม่ได้ผล (เช่น Hydroxychloroquine) จะถูกคัดออกทันที ส่วนตัวที่ได้ผล (เช่น Dexamethasone) ก็นำไปใช้รักษาจริงได้เลย
- I-SPY 2 (มะเร็งเต้านม): เน้นหาว่ายาตัวไหนเหมาะกับพันธุกรรม (Biomarker) แบบไหน หากยาตัวไหนผลดีมากในระยะที่ 2 จะถูกส่งต่อ (Graduate) ไปทดลองระยะที่ 3 ทันที เป็นการเร่งกระบวนการพัฒนายา
2. Bridging Studies (การศึกษาเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล)
เปรียบเสมือนการ "สร้างสะพาน" เชื่อมข้อมูลยาจากต่างประเทศ (เช่น ยุโรป/อเมริกา) มาใช้กับประชากรกลุ่มใหม่ (เช่น เอเชีย) โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งทำวิจัยใหญ่ใหม่ทั้งหมด
เป้าหมาย: ไม่ใช่การพิสูจน์ว่ายาได้ผลหรือไม่ (เพราะรู้แล้วจากเมืองนอก) แต่เน้นดู 3 อย่างในประชากรกลุ่มใหม่:
- Efficacy (ประสิทธิผล):ยากระตุ้นการตอบสนองได้เหมือนเดิมไหม
- Safety (ความปลอดภัย): มีผลข้างเคียงแปลกๆ หรือไม่
- PK/PD (เภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์): การดูดซึม การกระจายตัว และการกำจัดยาออกจากร่างกาย แตกต่างกันหรือไม่ เนื่องจากพันธุกรรมที่ต่างกันอาจส่งผลต่อการเผาผลาญยา (เช่น ยา Warfarin ที่คนเอเชียเผาผลาญได้ช้ากว่า)
ตัวอย่างการศึกษา (Case Studies):
- ยา Olanzapine (รักษาโรคจิตเภท): จะนำเข้าจีน จึงทำ Bridging Study ในคนจีน 60 คน แบบ Open Label (รู้ว่าได้ยาจริง) เพื่อดูค่า PK และความปลอดภัย ผลออกมาใกล้เคียงกับตะวันตก จึงได้รับอนุมัติโดยไม่ต้องทำ Phase 3 ใหม่
- วัคซีน COVID-19 (Pfizer/BioNTech ในญี่ปุ่น): ทำในคนญี่ปุ่น 160 คน แต่ใช้ดีไซน์ Randomized Double-Blind (มีการใช้ยาหลอกและปิดบังข้อมูล) เพราะต้องการวัดระดับภูมิคุ้มกัน (Immunogenicity) ซึ่งละเอียดอ่อนกว่า จึงต้องเข้มงวดกว่ายาปกติ
3. Pragmatic Trials (การวิจัยในสถานการณ์จริง)
เน้นวัดผล Effectiveness (ประสิทธิผลในโลกจริง) ต่างจากการวิจัยดั้งเดิมที่เน้น Efficacy (ประสิทธิภาพในห้องแล็บ)
ข้อแตกต่างสำคัญ:
- เปรียบเทียบ: การวิจัยดั้งเดิมเหมือนขับรถแข่งในสนามที่สมบูรณ์แบบ แต่ Pragmatic Trial เหมือนขับรถบ้านบนถนนจริงที่มีรถติดและหลุมบ่อ
- กลุ่มตัวอย่าง: รับผู้ป่วยหลากหลาย เหมือนที่เจอในโรงพยาบาลจริง (มีโรคแทรกซ้อน, สูงอายุ) ไม่คัดกรองเข้มงวด
- การรักษา:ยืดหยุ่น แพทย์ปรับยาได้ตามความเหมาะสม ไม่บังคับเคร่งครัด
- ผลลัพธ์ (Outcomes): เน้น Patient-centered เช่น คุณภาพชีวิต, การกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ, หรือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
ตัวอย่างการศึกษา (Case Studies):
- PROMISE Trial (โรคหัวใจ): เปรียบเทียบการวินิจฉัยด้วย CT Scan (ใหม่) กับ Stress Test (ดั้งเดิม) ในผู้ป่วยเจ็บหน้าอก หลังวินิจฉัยแล้วปล่อยให้หมอรักษาตามดุลยพินิจ ผลพบว่าทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์ทางคลินิก (เช่น การเสียชีวิต/หัวใจวาย) ไม่ต่างกัน
- SRIS (ลดการกินเค็ม): ทำในชุมชน เน้นให้ความรู้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการทำอาหาร (ไม่ใช่จัดอาหารคลีนให้กิน) ผลคือลดความดันโลหิตได้จริง พิสูจน์ว่านโยบายให้ความรู้สามารถใช้ได้ผลในระดับประเทศ
4. Single IND (การขออนุมัติใช้ยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย)
เปรียบเสมือน "ทางออกสุดท้าย (Last Resort)" ในสถานการณ์ความเป็นความตาย ที่เปิดช่องทางให้แพทย์นำยาหรือนวัตกรรมที่ยังไม่ผ่านการรับรองมาใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้,
- หลักการสำคัญ:
- Life-threatening & No Alternative: ใช้เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤตถึงชีวิตและไม่มีทางรักษาอื่นแล้ว
- Process over Product: เป็นหัวใจสำคัญของ Personalized Medicine (เช่น การนำเซลล์คนไข้ไปตัดต่อพันธุกรรมแล้วฉีดกลับ) ซึ่งผลิตภัณฑ์สุดท้ายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กฎระเบียบจึงเปลี่ยนจากการตรวจสอบ "ตัวผลิตภัณฑ์" (เหมือนตรวจขนมปังทุกก้อน) ไปเป็นการตรวจสอบมาตรฐาน "กระบวนการผลิต" (ตรวจห้องครัวและสูตร) แทน,
- บทบาทของแพทย์ (High Responsibility):
- แพทย์ผู้รักษาต้องรับบทเป็น Sponsor Investigator (ผู้สนับสนุนการวิจัย) มีหน้าที่ยื่นขออนุมัติจาก อย. และคณะกรรมการจริยธรรม (IRB/EC),
- ต้องประเมินความเสี่ยงและรับผิดชอบการติดตามความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการใช้ยาที่ข้อมูลยังไม่ครบถ้วน
- ในกรณีฉุกเฉิน หน่วยงานกำกับดูแลสามารถอนุมัติได้ภายใน ไม่กี่ชั่วโมง
- ตัวอย่างการศึกษา (Case Studies):
- การรักษาเชื้อราในสมอง: กรณีนักร้องดังที่ติดเชื้อราหายากและยาที่มีในไทยรักษาไม่ได้ จึงต้องขอนำเข้ายา Voriconazole แบบเร่งด่วน
- Autologous Stem Cell: การนำสเต็มเซลล์คนไข้มาเพาะเลี้ยงเป็นกระดูกอ่อนเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม เป็นตัวอย่างการกำกับดูแลที่ "กระบวนการ"
สรุปจุดเด่นของทั้ง 4 รูปแบบ:
- Adaptive Design: เน้น ความเร็วและความยืดหยุ่น (ปรับเปลี่ยนแผนได้ตามข้อมูล Real-time),
- Bridging Studies: เน้น การขยายผลข้ามเชื้อชาติอย่างประหยัด (เชื่อมโยงข้อมูลเดิม ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่),
- Pragmatic Trials: เน้น ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริงในระบบสาธารณสุข (วัดผลในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่ห้องแล็บ),
- Single IND: เน้น การกู้ชีพผู้ป่วยเฉพาะรายและการแพทย์แม่นยำ (ทางออกสุดท้ายสำหรับเคสวิกฤตที่รองรับ Personalized Medicine)

Comments
Post a Comment