CUVIP: Strategic Thinking For Working In Digital Age (note)

 Online study - ลงทะเบียนได้จาก https://www.cuvip.gened.chula.ac.th/





















การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) คือ "การคิดเพื่อตัดสินใจเรื่องของพรุ่งนี้ ณ วันนี้" 

1. ลักษณะสำคัญของการคิดเชิงกลยุทธ์

  • การมองการณ์ไกล: เป็นการมองภาพให้ไกลกว่าเวลา ณ ปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น และเราควรวางแผนหรือตัดสินใจอย่างไร
  • การมองเห็นภาพใหญ่ (Big Picture): ไม่ใช่แค่ดูจุดเล็กๆ แต่เป็นการมองเห็นภาพรวม และสังเกตเห็น รูปแบบ (Patterns) ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือวัฏจักรของสิ่งต่างๆ,
  • การเชื่อมโยงจุด (Connect the dots): คือการมองความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร เหตุการณ์ก่อนหน้าและหลังสัมพันธ์กันขนาดไหน เพื่อช่วยวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต
  • การตัดสินใจบนฐานข้อมูล: การตัดสินใจจะไม่ขึ้นอยู่กับการ "คิดไปเอง" หรือสมมติฐานลอยๆ แต่เกิดจากข้อมูล (Data) หรือสารสนเทศที่เห็นจากแพทเทิร์นที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงเร็ว บางครั้งต้องกล้าตัดสินใจแม้ข้อมูลจะไม่สมบูรณ์ (Incomplete data)
  • มีเป้าหมายร่วมกัน: หากทำงานเป็นทีม การคิดเชิงกลยุทธ์จะเกี่ยวข้องกับการมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน

2. ความแตกต่างจากการคิดแบบอื่น

  • ต่างจาก Design Thinking: Design Thinking จะมีขั้นตอนชัดเจน (เช่น Empathize, Prototype) เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดหรือสร้างนวัตกรรม แต่ Strategic Thinking เป็นการปรับมุมมองความคิดที่ก้าวหน้า (Advance) ขึ้น เพื่อวิเคราะห์และวางแผนรับมือกับอนาคตในภาพรวม,
  • ไม่ใช่แค่ทักษะผู้นำ: ในอดีตอาจมองว่าเป็นทักษะสำหรับหัวหน้า แต่ปัจจุบันถือเป็น "ทักษะเพื่อการเอาตัวรอด" (Survival Skill) สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเรียนหรือทำงาน เพื่อให้ปรับตัวทันโลกยุคดิจิทัล

3. กระบวนการสร้างการคิดเชิงกลยุทธ์ (5 Steps) ผู้พูดในคลิปได้แนะนำขั้นตอนในการปรับมุมมองให้มีความคิดเชิงกลยุทธ์ไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้:

  1. การสแกนสิ่งแวดล้อม (Environmental Scanning): สังเกตสถานการณ์รอบตัวและความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยอาจใช้เครื่องมืออย่าง PESTLE Analysis (การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย),
  2. การจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition): เมื่อมองเห็นข้อมูลแล้ว ต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่ามีรูปแบบอะไรที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือมีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร,
  3. การจัดลำดับความสำคัญ (Priority Setting): ต้องรู้ว่าเรื่องไหนสำคัญและควรจัดการก่อนหลัง โดยอาจใช้หลักการ Pareto (80/20) คือเน้นทำ 20% ที่ส่งผลลัพธ์ 80% หรือใช้ Eisenhower Matrix เพื่อแยกแยะงานที่ "เร่งด่วน" และ "สำคัญ",
  4. การวางแผนปฏิบัติ (Strategy Execution): เปลี่ยนไอเดียให้เป็นแผนงานที่มีผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลาชัดเจน,
  5. การเรียนรู้และปรับตัว (Learning & Adaptation): รับฟัง Feedback แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแผนการให้เข้ากับสถานการณ์จริง,

โดยสรุป การคิดเชิงกลยุทธ์คือกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่เน้นการอ่านเกมล่วงหน้า เชื่อมโยงข้อมูลรอบด้านเพื่อหาทางออก และตัดสินใจในปัจจุบันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต ท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคดิจิทัล

กระบวนการสร้างการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking Process) ทั้ง 5 ขั้นตอนอย่างละเอียด โดยมีการระบุเครื่องมือ (Tools) และเทคนิคที่นำมาใช้ในแต่ละขั้นตอน ดังนี้

1. การสแกนสิ่งแวดล้อม (Environmental Scanning) ขั้นตอนนี้คือจุดเริ่มต้นของการสังเกตเชิงกลยุทธ์ (Strategic Observation) เพื่อให้เห็นความเป็นจริงและสถานการณ์ปัจจุบัน, โดยใช้เครื่องมือสำคัญคือ:

  • PESTLE Analysis: เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก 6 ด้านที่มีผลกระทบต่อเรา ได้แก่:
    • P (Politics): การเมือง นโยบายรัฐ เสถียรภาพรัฐบาล หรือข้อจำกัดทางการค้า
    • E (Economic): เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย GDP หรืออัตราแลกเปลี่ยน
    • S (Social): สังคม ค่านิยมที่เปลี่ยนไป (เช่น การต่อต้านหูฉลาม หรือการใช้ขนสัตว์),
    • T (Technology): เทคโนโลยี นวัตกรรม AI, IoT หรือ Big Data
    • L (Legal): กฎหมาย แรงงาน หรือการคุ้มครองผู้บริโภค
    • E (Environmental): สิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน หรือ Carbon Footprint
  • SWOT Analysis: วิเคราะห์จุดแข็ง (Strengths), จุดอ่อน (Weaknesses), โอกาส (Opportunities) และอุปสรรค (Threats) ร่วมด้วย

2. การจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) เมื่อได้ข้อมูลจากการสแกนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการมองหา "รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ" หรือแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้น และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน,

  • การเชื่อมโยงข้อมูล: มองว่าเหตุการณ์หนึ่งส่งผลต่ออีกเหตุการณ์หนึ่งอย่างไร (เช่น ฝนตก -> รถติด -> ไปทำงานสาย -> เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม),
  • Root Cause Analysis: การวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของรูปแบบนั้นๆ โดยใช้เทคนิค 5 Whys (ถามว่า "ทำไม" 5 ครั้ง)
    • ตัวอย่าง: ขับรถฝ่าไฟแดง (ทำไม?) -> กลัวไปทำงานสาย (ทำไม?) -> รถติด (ทำไม?) -> ออกจากบ้านสาย (ทำไม?) -> ตื่นสาย (ทำไม?) -> นอนดึกเพราะดูซีรีส์- การวิเคราะห์แบบนี้จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ที่ต้นตอ

3. การจัดลำดับความสำคัญ (Priority Setting) เมื่อเห็นปัญหาและโอกาสมากมาย เราไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ จึงต้องจัดลำดับความสำคัญ โดยใช้เครื่องมือดังนี้:

  • Pareto Principle (กฎ 80/20): เน้นทำสิ่งที่สำคัญเพียง 20% แต่ส่งผลลัพธ์ถึง 80% (เช่น สินค้าแค่ 20% สร้างยอดขายได้ 80%),
  • Eisenhower Matrix: แบ่งงานออกเป็น 4 ช่องตามความ "เร่งด่วน" และ "สำคัญ"
    1. สำคัญและเร่งด่วน: ต้องทำทันที (Do First)
    2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน: ให้จัดตารางเวลาไว้ (Schedule)
    3. เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ: ให้คนอื่นช่วยทำ (Delegate)
    4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน: ให้ตัดทิ้ง (Eliminate)
  • Not-to-do List: นอกจาก To-do list แล้ว ควรทำรายการ "สิ่งที่ไม่ควรทำ" หรือไม่ควรเก็บมาใส่ใจ เพื่อลดภาระสมองและโฟกัสสิ่งที่สำคัญจริงๆ,

4. การวางแผนปฏิบัติ (Strategy Execution) คือการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นแผนที่จับต้องได้

  • Divergent & Convergent Thinking: เริ่มจากคิดไอเดียให้เยอะและหลากหลาย (Divergent) จากนั้นนำมาจัดกลุ่มและคัดกรอง (Convergent) เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาทำแผน
  • Action Plan: กำหนดให้ชัดเจนว่า ใครรับผิดชอบ (Who), ทำเมื่อไหร่ (Timeline), และต้องมีเป้าหมายที่วัดผลได้ (Measurable Goals),

5. การเรียนรู้และปรับตัว (Learning & Adaptation) ขั้นตอนสุดท้ายคือการติดตามผลและปรับปรุงแผน

  • Feedback Analysis: รับฟังผลตอบรับทั้งดีและไม่ดี แล้ววิเคราะห์เพื่อหา Key Learning (บทเรียนสำคัญ),
  • Growth Mindset: ต้องมีทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้ มองว่า Feedback (แม้จะเป็นแง่ลบ) คือโอกาสในการปิดจุดอ่อนและพัฒนาให้ดีขึ้น
  • 3P to Success: ใช้หลักการ Patience (อดทน), Perseverance (มุมานะ), และ Persistence (ไม่ยอมแพ้) เพื่อให้แผนสำเร็จ

สรุปคือ การคิดเชิงกลยุทธ์เริ่มจากการมองโลกกว้าง (Scan) -> เห็นแนวโน้ม (Pattern) -> เลือกสิ่งที่สำคัญ (Priority) -> ลงมือทำจริง (Execute) -> และเรียนรู้เพื่อปรับปรุงเสมอ (Learn & Adapt)

Comments

Most viewed blogs

Useful links (updated: 2026-01-29)

Genome editing technology short note

Umbrella vs Basket Trial