Note: รวบรวม งบประมาณแผ่นดินปี 70 ที่เกี่ยวข้องกับ อว.
รายงานต่าง ๆ สามารถเข้าไปดูได้จาก https://web.parliament.go.th/ | https://web.parliament.go.th/view/88/committee_BillBudget_Index/TH-TH
จากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของคณะกรรมาธิการงบประมาณ ในส่วนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานในกำกับ สามารถสรุปประเด็นสำคัญและข้อกังวลหลักได้ดังนี้
1. ภาพรวมงบประมาณ อว. ปี 2570
- วงเงินรวมถูกตัดลดลง: กระทรวง อว. ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 149,826.47 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2569 จำนวน 12,100.53 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 7.47)
- โครงสร้างงบประมาณ: งบประมาณส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยกระจุกตัวอยู่ที่งบบุคลากรภาครัฐ ขณะที่งบลงทุนและงบพัฒนาตามยุทธศาสตร์มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา: มีการจัดตั้งและขอรับงบประมาณปีแรก 1,000 ล้านบาท เพื่อเน้นพัฒนากำลังคนทักษะสูง (เช่น Semiconductor, AI, EV) และสร้างความเป็นเลิศให้กับสถาบันอุดมศึกษา
2. ข้อกังวลเรื่อง "เงินนอกงบประมาณ" ของมหาวิทยาลัย (ประเด็นจาก อ.วีระ ธีรพัฒน์ และ กมธ.)
กรรมาธิการหลายท่าน โดยเฉพาะ อ.วีระ ธีรพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณของมหาวิทยาลัยดังนี้:
- ยอดเงินสะสมสูงมาก: จากรายงานสถานะทางการเงิน กระทรวง อว. มีเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมาจากปี 2569 รวมสูงถึง 94,561 ล้านบาท
- เงินกระจุกตัวในมหาวิทยาลัยใหญ่: เงินนอกงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยในกำกับขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (~16,545 ล้านบาท), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (~4,943 ล้านบาท), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (~4,205 ล้านบาท), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (~3,969 ล้านบาท) เป็นต้น
- นำมาสมทบงบแผ่นดินน้อย: ในปี 2570 กระทรวง อว. นำเงินนอกงบประมาณมาสมทบกับงบแผ่นดินเพียง 3,576 ล้านบาท (คิดเป็นเพียงร้อยละ 4.2 ของเงินสะสม)
- ข้อเสนอจาก อ.วีระ และ กมธ.: ในสภาวะที่งบประมาณแผ่นดินมีจำกัดและงบ อว. ถูกตัดลด มหาวิทยาลัยที่มีเงินสะสมจำนวนมากควรพิจารณาใช้วิธี Co-payment นำเงินนอกงบประมาณมาสมทบใช้จ่ายหรือลดการพึ่งพางบแผ่นดิน เพื่อให้รัฐสามารถนำงบประมาณไปจัดสรรกระจายแก่มหาวิทยาลัยขนาดเล็กหรือมหาวิทยาลัยในภูมิภาคที่ยังขาดแคลนจริงๆ
- การชี้แจงจากฝั่งมหาวิทยาลัย/อว.: เงินนอกงบประมาณส่วนใหญ่เป็นเงินรายได้ที่ต้องนำมาใช้เป็นงบดำเนินงานสถาบัน (มหาวิทยาลัยใหญ่ใช้งบแผ่นดินไม่ถึงร้อยละ 50 ของงบดำเนินงานทั้งหมด) และจำเป็นต้องสำรองไว้สำหรับภาระสวัสดิการพนักงาน/การเกษียณอายุในอนาคต, ชดเชยการขาดทุนจากการให้บริการของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย, รวมถึงใช้ร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม (University Holding Company)
3. การตัดลดงบประมาณกองทุน ววน. และผลกระทบด้านการวิจัย
- งบกองทุน ววน. ลดลงอย่างหนัก: กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ถูกตัดงบประมาณลงเหลือ 13,440 ล้านบาท (ลดลงจากปี 2569 ที่เคยได้ประมาณ 19,728 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 31.87 คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,200 ล้านบาท)
- ผลกระทบ: กมธ. กังวลว่าจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการวิจัยต่อเนื่อง และการพัฒนาเทคโนโลยีอนาคต เช่น AI, EV, Semiconductor และเวชภัณฑ์
4. ปัญหางานวิจัยขึ้นหิ้งและความซ้ำซ้อน
- งานวิจัยขึ้นหิ้ง: กมธ. ตั้งคำถามถึงผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ (Scale up) หรือนำไปแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ได้จริง เนื่องจากโจทย์วิจัยไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ (Demand-driven) หรือขาดการร่วมมือกับภาคเอกชนตั้งแต่ต้น
- ความซ้ำซ้อนของทุนวิจัย: มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการขอตั้งงบอุดหนุนงานวิจัยซ้ำซ้อนกันระหว่างกองทุน ววน. กับงบอุดหนุนตรงของหน่วยงานวิจัย (เช่น วช., สวทช.)
5. ประเด็นการศึกษาและสวัสดิการนักศึกษา
- การอุดหนุนค่าสมัคร TCAS: อว. ตั้งงบอุดหนุนค่าสมัครสอบ TCAS (TGAT, TPAD, A-Level) วงเงิน 336.2 ล้านบาท โดยสนับสนุนให้สอบฟรีในครั้งแรก คิดเป็นร้อยละ 95 ของผู้สมัคร (ยกเว้นร้อยละ 5 ซึ่งเป็นผู้สอบซ้ำ/เด็กซิ่ว)
- ปัญหา กยส. ไม่เพียงพอ: กองทุน กยส. ประสบปัญหาการเรียกเก็บเงินคืนได้น้อยลง ส่งผลให้การอนุมัติเงินกู้ยืมแก่นิสิตนักศึกษาลดลงอย่างมาก (บางแห่งได้รับอนุมัติเพียงร้อยละ 30–40) สร้างภาระหนักแก่ผู้ปกครองและนักศึกษา
- การปรับสัดส่วนรอบ Portfolio: อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยกำหนดเป้าหมายลดสัดส่วนการรับรอบ Portfolio ให้อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและภาระค่าใช้จ่ายในการทำผลงานของผู้เรียน
6. ธรรมาภิบาลและการจัดตั้งหน่วยงานใหม่
- ข้อร้องเรียนเรื่องบัญชีนวัตกรรม: มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้บัญชีนวัตกรรมไปในทางที่ไม่เหมาะสมและการทุจริต ซึ่ง อว. กำลังปรับปรุงระเบียบและโอนย้ายหน่วยงานดูแลจาก สวทช. ไปยัง NIA
- การตั้งหน่วยงาน Spin-off: กมธ. ตั้งคำถามถึงการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น สำนักงานบริหารจัดการทุน (รพว.) ที่แยกตัวออกมาจาก สอวช. ว่าอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายงบบุคลากรและงบดำเนินงานโดยไม่จำเป็น
จากการประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 ประเด็นเกี่ยวกับ "เงินนอกงบประมาณ" ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยในกำกับ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้น โดยมีรายละเอียดและข้อกังวลสำคัญดังนี้:
1. ภาพรวมสถานะเงินนอกงบประมาณ
- ยอดเงินสะสมสูง: ตัวเลขเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมาในปี 2569 ของกระทรวง อว. มีจำนวนรวมสูงถึง 94,561 ล้านบาท
- สัดส่วนนำมาสมทบงบแผ่นดินต่ำ: ในปี 2570 กระทรวง อว. นำเงินนอกงบประมาณมาสมทบกับงบประมาณแผ่นดินเพียง 3,576 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 4.2 ของเงินสะสมทั้งหมด
2. ข้อกังวลหลักจาก อ.วีระ ธีรพัฒน์ และคณะกรรมาธิการ
- การกระจุกตัวในมหาวิทยาลัยใหญ่: เงินนอกงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาเพียงไม่ถึง 10 แห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในกำกับขนาดใหญ่ เช่น:
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: 16,545 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: 4,943 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี: 4,205 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ: 3,969 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยมหิดล: 1,168 ล้านบาท
- ข้อเสนอให้ใช้ระบบ Co-payment / ลดการพึ่งพางบแผ่นดิน: อ.วีระ ธีรพัฒน์ และ กมธ. หลายท่านเสนอว่า ในภาวะที่งบประมาณแผ่นดินตึงตัวและงบ อว. ถูกตัดลดลง สถาบันที่มีเงินสะสมคงเหลือจำนวนมากควรพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาสมทบจ่าย (Co-payment) หรือลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินลง เพื่อให้รัฐบาลสามารถเกลี่ยงบประมาณไปอุดหนุนมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยในภูมิภาค หรือมหาวิทยาลัยกลุ่มราชภัฏที่ยังขาดแคลนและไม่มีรายได้นอกงบประมาณ
- ความเหลื่อมล้ำในการจัดสรร: กมธ. ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่รัฐบาลต้องกู้เงินมาจัดสรรงบประมาณ หน่วยงานและมหาวิทยาลัยหลายแห่งกลับมีรายได้นอกงบประมาณสะสมไว้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง
3. คำชี้แจงและข้อจำกัดจากฝั่งกระทรวง อว. และมหาวิทยาลัย
ปลัดกระทรวง อว. ได้ชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ต้องถือครองเงินนอกงบประมาณสะสม ดังนี้:
- พึ่งพางบแผ่นดินในสัดส่วนที่ต่ำอยู่แล้ว: มหาวิทยาลัยใหญ่บริหารจัดการโดยใช้งบแผ่นดินเพียงร้อยละ 30–50 เท่านั้น (เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้งบแผ่นดินไม่ถึงร้อยละ 30) ส่วนที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 50–70 มหาวิทยาลัยต้องหาเงินรายได้มาสมทบเองทั้งหมด
- ภาระสวัสดิการและเงินชดเชยบุคลากร: มหาวิทยาลัยในกำกับต้องใช้เงินรายได้ของตนเองเป็นหลักในการดูแลสวัสดิการ พนักงานมหาวิทยาลัย เงินชดเชยการออกจากงาน และเงินชดเชยการเกษียณอายุบุคลากร
- ชดเชยการขาดทุนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยที่มีโรงพยาบาลต้องนำเงินรายได้ไปช่วยแบกรับภาระการขาดทุนจากการให้บริการทางการแพทย์และการเบิกจ่ายชดเชยที่ล่าช้า
- ใช้ร่วมลงทุนสร้างนวัตกรรม: เงินรายได้สะสมถูกนำไปใช้เป็นทุนร่วมลงทุนกับภาคเอกชนผ่าน University Holding Company (จัดตั้งแล้ว 12–13 แห่ง) เพื่อผลักดันงานวิจัยและ Startup ออกสู่เชิงพาณิชย์
- มหาวิทยาลัยภูมิภาคยังคงต้องพึ่งพารัฐ: มหาวิทยาลัยขนาดเล็กในท้องถิ่นไม่มีรายได้นอกงบประมาณจำนวนมาก จึงยังต้องพึ่งพางบแผ่นดินสูงถึงร้อยละ 70–80 ในการดำเนินงาน
จากการประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 มีการหารือและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "องค์การมหาชน" ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไว้อย่างเข้มข้นในหลายมิติ ดังนี้ครับ:
1. ภาพรวมขององค์การมหาชนในกระทรวง อว.
- จำนวนหน่วยงาน: กระทรวง อว. มีหน่วยงานในสังกัดและกำกับรวม 101 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็น องค์การมหาชนจำนวน 8 แห่ง
- ตัวอย่างองค์การมหาชนที่เข้าชี้แจง:
- สทนว. (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ/นวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ - TCELS)
- สทน. (สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ)
- สสน. (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ)
- อพวช. (องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ)
- GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ)
- สดร. (สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ)
- NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ)
- สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน
- รวพ. (สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ — องค์การมหาชนจัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อ 1 ม.ค. 2569)
2. ข้อกังวลและข้อสังเกตหลักจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ก. การขยายตัวของระบบราชการแฝง และภาระงบประมาณบริหารจัดการ
- ข้อสังเกตจาก อ.วีระ ธีรพัฒน์: ตั้งข้อสังเกตว่าเนื่องจากระบบราชการปกติมีข้อจำกัดในการขยายอัตรากำลังคน รัฐจึงใช้วิธีออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง "องค์การมหาชน" หรือ "กองทุน" ขึ้นมาแทน ซึ่งกลายเป็นการขยายตัวของระบบราชการแฝง
- วิจารณ์การ Spin-off จัดตั้ง "รพ." (องค์การมหาชนใหม่): กมธ. (อ.วีระ, คุณสิริกัญญา, คุณคริส) ตั้งคำถามถึงการแยกหน่วยงานบริหารจัดการทุนออกมาเป็นองค์การมหาชนใหม่ ซึ่งงบประมาณจัดตั้งกว่าร้อยละ 70 เป็นงบบุคลากรและค่าบริหารจัดการออฟฟิศ แทนที่จะได้งบไปลงที่งานวิจัยโดยตรง
- ข้อเสนอให้ยุบ/เลิก: อ.วีระ เสนอให้ กมธ. พิจารณา ตัดงบประมาณทั้งหมด หรือยกเลิกองค์การมหาชนที่ตั้งขึ้นใหม่ (รวพ.) เพื่อให้กลับไปทำงานร่วมกับโครงสร้างเดิม เพื่อหยุดการเพิ่มภาระงบประมาณผูกพันในระยะยาว
ข. ชื่อหน่วยงานซ้ำซ้อน และภารกิจทับซ้อน
- กมธ. (คุณคริส, คุณกิตติพงษ์, คุณสุรเชษฐ์) ทักท้วงว่าองค์การมหาชนหลายแห่งมีคำว่า "วิจัย", "นวัตกรรม", "พัฒนา" ซ้ำๆ กัน ทำให้ประชาชนและ กมธ. สับสนในบทบาทหน้าที่
- กมธ. แสดงความห่วงใยเรื่องการตั้งงบทำโครงการที่คล้ายกันระหว่างองค์การมหาชนด้วยกัน หรือกับกระทรวงอื่น (เช่น ระบบคลังข้อมูลน้ำ การเตือนภัยอุทกภัย ระหว่าง สสน., GISTDA และกรมอุตุฯ) จึงเสนอให้มีการตรวจสอบและควบรวมงบส่วนที่ทับซ้อน
ค. ธรรมาภิบาลและการถูกฟ้องร้อง
- กมธ. ตั้งข้อสังเกตว่าความยืดหยุ่นขององค์การมหาชนอาจกลายเป็นช่องว่างทางกฎหมาย
- กมธ. (คุณอนุสรณ์) ยกตัวอย่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน แต่มีรายงานคดีฟ้องร้องถึง 5–6 คดี และมีโครงการใหญ่ตั้งแต่นโยบายปี 2560 (วงเงิน 880 ล้านบาท) ที่ประสบปัญหาและมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษามาตรวจรับงาน จึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
3. คำชี้แจงจากฝั่งกระทรวง อว. และองค์การมหาชน
- การแบ่งบทบาทตามกฎหมาย (Division of Labor): ปลัดกระทรวง อว. และ สอวช. ชี้แจงว่า กฎหมายปฏิรูป อว. กำหนดให้แยกหน้าที่ระหว่าง หน่วยนโยบาย (สอวช.), หน่วยบริหารจัดการทุน/PMU (เช่น รพ., TCELS) และ หน่วยปฏิบัติการวิจัย เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)
- เหตุผลในการจัดตั้ง รพ.: สอวช. ชี้แจงว่าเดิมหน่วยจัดสรรทุนถูกฝากไว้กับ สอวช. ในรูปแบบ Sandbox แต่เมื่อสอวช. มีหน้าที่ทำนโยบาย จึงต้อง Spin-off ออกมาเป็นองค์การมหาชน (รพ.) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทุนวิจัยเฉพาะทางอย่างเป็นอิสระและตรงเป้า
- ผลตอบแทนเชิงคุ้มค่า: ตัวแทนองค์การมหาชนต่างๆ (เช่น สวทช., GISTDA, สดร., NIA, สสน., ซินโครตรอน) นำเสนอผลสัมฤทธิ์ว่า งานวิจัยและนวัตกรรมที่ทำสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (SROI) ได้สูงกว่างบประมาณที่ได้รับหลายเท่า
จากการประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 มีการกล่าวถึง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทั้งในมิติการนำเสนอผลงาน บทบาทหน้าที่ ข้อสังเกต/คำถามจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) และคำชี้แจงจากผู้บริหาร ดังนี้ครับ:
1. ภาพรวมบทบาทและผลงานของ สวทช.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอต่อ กมธ. ว่า สวทช. เป็น "ขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นเครื่องยนต์วิจัยของชาติ" มีบุคลากรประมาณ 3,000 คน ประกอบด้วย 5 ศูนย์แห่งชาติ (BIOTEC, MTEC, NANOTEC, NECTEC และ ENTEC) โดยดำเนินงานเน้นแก้ปัญหาจากโจทย์จริงผ่านโครงการสำคัญ เช่น:
- บริการประชาชน: แพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) สำหรับรับแจ้งปัญหาท้องถิ่น มีการใช้งานในทุกส่วนราชการ 37 จังหวัด รองรับประชาชนกว่า 34 ล้านคน
- สุขภาพและการแพทย์: พัฒนานวัตกรรมบริการการแพทย์ดิจิทัลดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทองกว่า 3.5 ล้านคน
- ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม: ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำแก่เกษตรกรกว่า 9,000 ราย และประเมินความพร้อม Industry 4.0 ให้แก่โรงงานกว่า 1,500 แห่ง
- มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ในปีงบประมาณ 2569 สวทช. สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 10,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายสร้างผลกระทบ 17,000 ล้านบาท พร้อมดึงการลงทุน 3,300 ล้านบาทในปี 2570
2. ข้อสังเกตและคำถามจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
- ความซ้ำซ้อนของงบวิจัย: กมธ. ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งงบอุดหนุนวิจัยตรงของ สวทช. (ประมาณ 2,516 ล้านบาท ใน 12 แผนงานยุทธศาสตร์) ว่ามีความซ้ำซ้อนกับทุนวิจัยจากกองทุน ววน. และ วช. หรือไม่
- โครงการโรงงานต้นแบบ Biorefinery EECI: กมธ. (คุณวทัญญา) สอบถามถึงสถานะสัญญาและความก้าวหน้าของโครงการ เนื่องจากงบปี 2570 หยุดการตั้งงบประมาณ แต่ยังคงมีงบผูกพันค้างอยู่ 433.35 ล้านบาท ว่ามีปัญหาจากผู้รับจ้างหรือไม่
- งบระบบพยากรณ์น้ำ: กมธ. ตั้งคำถามกรณี สวทช. ตั้งงบประมาณทำแพลตฟอร์มพยากรณ์น้ำหลาก (8.2 ล้านบาท) ซ้ำซ้อนกับ สสน. และ GISTDA หรือไม่ และเหตุใดจึงไม่อยู่ในงบบูรณาการ
- ข้อร้องเรียนเรื่องบัญชีนวัตกรรม: มีการพูดถึงปัญหาและข้อร้องเรียนด้านความโปร่งใสในระบบบัญชีนวัตกรรมไทยที่ สวทช. เคยดูแล
3. คำชี้แจงจากฝั่ง สวทช. และกระทรวง อว.
- การปรับเปลี่ยนผู้ดูแลบัญชีนวัตกรรม: ปลัดกระทรวง อว. ชี้แจงว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนหน่วยงานดำเนินการบัญชีนวัตกรรมจาก สวทช. ไปยัง NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) เพื่อให้เข้าถึงและทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้ตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น
- การทำงานบูรณาการลดความซ้ำซ้อน: ผอ. สวทช. ชี้แจงว่า สวทช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยวิจัยกลางของประเทศเพื่อสนับสนุนกระทรวงต่างๆ เช่น ร่วมมือกับกรมการข้าวพัฒนาสายพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยี DNA Marker (เช่น ข้าวสุวรรณภูมิ 1), ร่วมกับกรมปศุสัตว์วิจัยวัคซีนสัตว์ รวมถึงเปิดขายสิทธิบัตรงานวิจัยในราคาจับต้องได้ (เช่น 50,000 บาท) เพื่อให้เอกชนนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์
- การแบ่งงานระบบสารสนเทศน้ำ: สวทช. ชี้แจงว่าไม่ได้ซ้ำซ้อน โดย สวทช. รับผิดชอบการพัฒนาโมเดลจำลองพยากรณ์น้ำหลากโดยใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ในขณะที่ สสน. เน้นเก็บข้อมูลเรียลไทม์จากสถานี และ GISTDA ให้บริการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม
- ชี้แจงเรื่อง Biorefinery EECI: เกิดความล่าช้าในขั้นตอนสัญญาร่วมทุนและการบริหารจัดการโรงงานร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศ (Biobase Asia) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการขอยุติสัญญาและจัดการเรื่องค่าปรับ
- การสนับสนุนด้านความมั่นคง (Dual Use): สวทช. ใช้ศูนย์วิจัย MTEC และ NECTEC ในการช่วยทดสอบและตรวจมาตรฐานยุทโธปกรณ์ แบตเตอรี่ และวัสดุขั้นสูงสำหรับใช้งานทั้งภาคพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง
ในการประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 ประเด็นเกี่ยวกับ "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" (โดยเฉพาะกลุ่ม 16 มหาวิทยาลัยหลักและมหาวิทยาลัยในกำกับส่วนภูมิภาค) มีการหารือและตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวาง ทั้งในฝั่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) และคำชี้แจงจากฝั่งมหาวิทยาลัย โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ครับ:
1. สถานะการเงินและการพึ่งพางบประมาณ
- พึ่งพาเงินรายได้ตนเองเป็นหลัก: ภาพรวมของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐขับเคลื่อนโดยใช้เงินรายได้ของตนเองสูงถึงร้อยละ 72 และขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินเพียงร้อยละ 27.5 เท่านั้น
- มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ใช้งบแผ่นดินในสัดส่วนต่ำ: สถาบันใหญ่อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการบริหารคิดเป็นเพียงร้อยละ 19–30 ของงบดำเนินงานทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 70–80 มาจากเงินรายได้นอกงบประมาณที่หาได้เอง
- งบแผ่นดินส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร: งบประมาณแผ่นดินที่มหาวิทยาลัยในกำกับยังคงได้รับจัดสรร มากกว่าร้อยละ 60–63 เป็นงบเพื่อจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร ขณะที่งบลงทุนและงบพัฒนาตามยุทธศาสตร์จากแผ่นดินโดนตัดลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2570
2. ข้อกังวลและข้อเสนอจาก อ.วีระ ธีรพัฒน์ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
- เงินนอกงบประมาณสะสมสูงและกระจุกตัว: อ.วีระ ธีรพัฒน์ และ กมธ. ชี้ให้เห็นว่า กระทรวง อว. มีเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมาจากปี 2569 รวมกันสูงถึง 94,561 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยในกำกับขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง เช่น:
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: 16,545 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: 4,943 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.): 4,205 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว): 3,969 ล้านบาท
- มหาวิทยาลัยมหิดล: 1,168 ล้านบาท
- สัดส่วนการนำมาสมทบงบแผ่นดินต่ำ: ในปีงบประมาณ 2570 มหาวิทยาลัยนำเงินนอกงบประมาณมาสมทบจัดสรรร่วมกับงบแผ่นดินเพียง 3,576 ล้านบาท (หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 4.2 ของเงินสะสม)
- ข้อเสนอให้ใช้ระบบ Co-payment: ในภาวะที่งบประมาณแผ่นดินตึงตัวและงบ อว. ถูกตัดลดลง กมธ. เสนอว่ามหาวิทยาลัยในกำกับที่มีเงินสะสมจำนวนมากควรพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาสมทบจ่าย (Co-payment) หรือลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินลง เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปจัดสรรอุดหนุนมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือมหาวิทยาลัยในภูมิภาคที่ขาดแคลนและไม่มีเงินรายได้สะสม
- ข้อสังเกตเรื่องภาระงบบุคลากรและเหลื่อมล้ำ: กมธ. ตั้งคำถามว่า แม้มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบแล้ว แต่รัฐยังต้องแบกรับภาระงบบุคลากรในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยในกำกับแต่ละแห่งกลับมีอำนาจออกระเบียบกำหนดค่าตอบแทนบุคลากรเองได้อย่างอิสระ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบเงินเดือนและสวัสดิการระหว่างสถาบัน
3. คำชี้แจงและเหตุผลความจำเป็นจากฝั่งมหาวิทยาลัยในกำกับ
- ภาระสวัสดิการบุคลากรระยะยาว: มหาวิทยาลัยในกำกับชี้แจงว่า จำเป็นต้องสำรองเงินรายได้สะสมไว้สำหรับภาระผูกพันสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย, เงินชดเชยการออกจากงาน และเงินชดเชยการเกษียณอายุบุคลากร ซึ่งรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาดูแลในส่วนนี้
- แบกรับภาระการขาดทุนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยที่มีโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ (เช่น มหิดล, จุฬาฯ, เชียงใหม่, นเรศวร, มหาสารคาม ฯลฯ) ต้องนำเงินรายได้สะสมปีละหลายร้อยล้านบาทไปชดเชยผลการขาดทุนจากการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนและการเบิกจ่ายชดเชยที่ล่าช้าจาก สปสช.
- นำไปร่วมลงทุนสร้างนวัตกรรม (University Holding Company): เงินรายได้สะสมส่วนหนึ่งถูกนำไปร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท Holding (จัดตั้งแล้ว 12–13 มหาวิทยาลัย) เพื่อทำหน้าที่เป็น Venture Capital นำผลงานวิจัยและ Startup ของมหาวิทยาลัยออกไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน
- การตรึงค่าธรรมเนียมการเรียน: มหาวิทยาลัยในกำกับยืนยันว่าไม่ได้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาตามอัตราเงินเฟ้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ผู้ปกครองและนักศึกษาที่ยากจน
- ระบบคลังสารสนเทศของรัฐสภา (Parliament Digital Library):
- ค้นหาในหมวด รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ (ค้นหาคำสำคัญ เช่น "สรุปผลการพิจารณา", "ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ", หรือ "บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษา/อุดมศึกษา")
- ในรายงานฉบับสมบูรณ์ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2–3 จะมีภาคผนวกสรุปข้อมูลข้อซักถามและสถิติเงินนอกงบประมาณ/เงินสะสมของหน่วยงานรับงบประมาณแนบไว้
- สำนักกรรมาธิการ 1–3 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร:
- หากต้องการเอกสารชี้แจงฉบับเต็มของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ส่งให้ กมธ. (ซึ่งบางส่วนไม่ได้เผยแพร่ขึ้นเว็บไซต์สาธารณะทันที) สามารถยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผ่านศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารของรัฐสภาได้
- รายงานการตรวจสอบงบการเงินโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.):
- สตง. ตรวจสอบและรับรองงบการเงินของมหาวิทยาลัยในกำกับทุกแห่งเป็นประจำทุกปี
- ค้นหาได้จากเว็บไซต์ สตง. (audit.go.th) ในส่วน รายงานผลการตรวจสอบงบการเงินหน่วยงานภาครัฐ หรือค้นหาจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ในหัวข้อ "รายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงิน"
- จุดที่ต้องดูในงบการเงิน:
- งบแสดงฐานะการเงิน: ดูรายการ "เงินสะสม", "สินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน", "เงินลงทุนระยะสั้น/ระยะยาว" (มหาวิทยาลัยมักนำเงินสะสมไปลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุน)
- หมายเหตุประกอบงบการเงิน: จะแจกแจงละเอียดว่าเงินสะสมเป็น เงินสะสมที่มีภาระผูกพัน (สำรองไว้สร้างตึก/โครงการระยะยาว) เท่าใด และเป็น เงินสะสมปลอดภาระผูกพัน (เงินสดพร้อมใช้) เท่าใด
- รายงานประจำปี (Annual Report) ของแต่ละมหาวิทยาลัย:
- เผยแพร่ในหน้าเว็บไซต์ของกองคลัง กองแผนงาน หรือส่วนงานตรวจสอบภายในของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ย้อนหลัง 10 ปีจะมีรายงานงบการเงินฉบับย่อและยอดเงินรายได้ประจำปีแสดงไว้ชัดเจน
- ระบบสารสนเทศของกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง:
- ระบบ GFMIS และรายงานภาพรวมเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการคลังรายงานต่อคณะรัฐมนตรีประจำปี
- สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO):
- PBO มักจัดทำรายงานวิเคราะห์พิเศษเรื่อง “สถานะเงินนอกงบประมาณและเงินสะสมของสถาบันอุดมศึกษา” ในช่วงที่มีการพิจารณางบประมาณ สามารถดาวน์โหลดบทวิเคราะห์สรุปยอดรวมได้โดยตรงจากเว็บไซต์ PBO
- กรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร:
- มีการขอข้อมูลลักษณะเดียวกันไปศึกษาคู่ขนาน รายงานการศึกษาของ กมธ. ชุดนี้มักเผยแพร่บนระบบสารสนเทศสภาฯ เช่นกัน


Comments
Post a Comment