Note - ไทม์แมชชีนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Deep Tech ระดับโลกต้องปักหมุด
ขอแปะไว้ก่อน เพราะรู้สึกว่าบทความไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องนี้ และไม่เห็น workflow ที่ชัดเจนว่าจะสร้างรายได้ยังไงบ้าง และจริยธรรมที่จะทำการทดลองระดับคลินิคในคน เขียนแต่ จน ที่น่าดึงดูดเพื่อขยายตลาด แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับใครไม่ชัดเจนเอามาก ๆ
ข้อสังเกตนี้ตรงจุดมาก เพราะตัวบทความ ไทม์แมชชีนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Deep Tech ระดับโลกต้องปักหมุด เขียนขึ้นในมุมมองของ นักลงทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) จึงเน้นขายวิสัยทัศน์เชิงบวกและโอกาสทางธุรกิจเป็นหลัก แต่ ละเลยรายละเอียดเชิงโครงสร้าง ความเสี่ยง และกลไกคุ้มครอง ไปเกือบทั้งหมด
เมื่อแยกตามประเด็นที่ท้วงติง บทความไม่ได้ให้คำตอบในเรื่องเหล่านี้จริง:
- คำว่า "สร้างรายได้จริง" ในบทความ หมายถึงรายได้ของสตาร์ทอัพต่างชาติเป็นหลัก: ตัวอย่างที่บทความยกขึ้นมา (แผ่นอนามัยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจากสหรัฐฯ) คือการที่สตาร์ทอัพต่างชาติสามารถนำสินค้ามาขายให้คนในไทยเพื่อสร้าง First Revenue และเก็บข้อมูลไปปั้น Valuation สำหรับระดมทุนรอบถัดไป รายได้ก้อนหลักจึงตกอยู่กับบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีและกองทุนที่ไปลงเงินไว้ ไม่ใช่รายได้ของคนไทย
- บทความไม่ได้พูดถึง Reverse Engineering แต่ใช้คำว่า "เรียนรู้จากของจริง": ข้อความจริงในบทความเขียนไว้เพียงว่า:"ถ้าสามารถดึง Deep Tech ระดับโลกให้เข้ามาทำงานจริงในไทยได้ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยจะได้เรียนรู้จากของจริง ได้ทำงานกับทีมระดับโลก ได้เห็นมาตรฐานระดับโลก และในวันหนึ่งเราจะไม่เพียงนำเข้านวัตกรรม แต่จะสามารถสร้างและส่งออกนวัตกรรมได้เอง"บทความเพียงแค่เปรียบเทียบกับกรณี Tesla และ BYD ในจีน ซึ่งเป็นอุปมาอุปไมย (Analogy) กว้างๆ โดยไม่ได้ระบุกลไกจริงว่าการ "เรียนรู้" นั้นจะกลายเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) หรือนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์เองได้อย่างไร เพราะในโลกความเป็นจริง บริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ต่างชาติมีสิทธิบัตรคุ้มครองแน่นหนา การจะแกะรอยหรือทำตามไม่ง่ายเหมือนห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า
- ไม่ระบุว่ารัฐและระบบสาธารณสุขได้อะไร: บทความระบุเพียงคำกว้างๆ ว่าภาคบริการสุขภาพจะกลายเป็น "เครื่องยนต์เศรษฐกิจ" แต่ไม่ได้ชี้แจงว่ารัฐจะได้ภาษี การลดภาระงบประมาณบัตรทอง/ประกันสังคม หรือส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับคืนมาอย่างไร
- ละเลยมิติด้านความเสี่ยงและการคุ้มครองผู้ป่วยโดยสิ้นเชิง: ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการชูจุดขายว่า "การทดลองทางคลินิกที่เคยใช้เวลาหลายเดือน... สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในไทย" โดยไม่มีการอธิบายว่า
- ความเร็วนั้นแลกมาด้วยการผ่อนปรนมาตรฐานการประเมินความปลอดภัยหรือไม่
- ใครจะรับผิดชอบหากเทคโนโลยีหรือการทดสอบก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย
- ข้อมูลสุขภาพอ่อนไหว (Sensitive Health Data) และความหลากหลายทางชีวภาพของประชากรไทยจะถูกนำออกไปแสวงหาผลกำไรในต่างประเทศโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่
บทความนี้จึงเป็นเพียง Pitch Deck เชิงนโยบาย ที่มุ่งดึงสตาร์ทอัพและเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในภูมิภาค แต่ขาดพิมพ์เขียวทางกฎหมาย จริยธรรมการวิจัย และการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ทำให้ข้อกังวลที่ว่าโมเดลนี้อาจจบลงด้วยการเป็นเพียง "ตลาดระบายสินค้าและแหล่งทดสอบราคาถูก" ยังคงเป็นข้อกังขาที่ตัวบทความตอบไม่ได้เลย
--------------------------
ในทางปฏิบัติของวงการ Deep Tech และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech/MedTech) การถือครองทรัพย์สินทางปัญญาแบบร่วมกัน (Joint IP / Co-IP) ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับ "ผู้ผลิตสารหรือผู้สร้างฮาร์ดแวร์ตั้งต้น" เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นผ่านการสร้างนวัตกรรมในชั้นการทดสอบทางคลินิกและการประยุกต์ใช้จริง
ช่องทางที่สถาบันวิจัย โรงพยาบาล หรือทีมไทยสามารถต่อรองให้เกิดสิทธิประโยชน์หรือ Co-IP มีดังนี้:
- Invention ที่เกิดจากกระบวนการทางคลินิก (Clinical & Delivery Method IP): ตัวเทคโนโลยีต้นทาง (เช่น โมเลกุลยา เซนเซอร์ หรือแผ่นตรวจ) อาจเป็นของต่างชาติ แต่สิทธิบัตรด้าน วิธีการใช้งาน (Method of Use), สูตรผสมร่วม (Combination Therapy) หรือ ขั้นตอนการคัดกรองเฉพาะกลุ่มประชากร ที่แพทย์และนักวิจัยไทยคิดค้นขึ้นระหว่างการทดสอบในผู้ป่วยจริง สามารถจดเป็นสิทธิบัตรร่วมหรือสิทธิบัตรใหม่ที่เป็นของเราได้
- การออกแบบและพัฒนาอัลกอริทึมจากข้อมูล (Data-derived IP): กรณีเครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลร่วม หากต้องนำภาพถ่ายทางคลินิก สัญญาณชีวภาพ หรือข้อมูลพันธุกรรมของประชากรในพื้นที่มาฝึกฝน (Train) อัลกอริทึมใหม่ ตัวโครงสร้างโมเดลที่ถูกปรับแต่ง (Fine-tuned Model) และผลลัพธ์การประมวลผลสามารถตกลงให้อยู่ในรูปแบบ Co-IP หรือถือสิทธิประโยชน์ร่วมกันได้
- ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นภายหลัง (Foreground IP): ในสัญญาวิจัยทางคลินิกยุคใหม่ (Clinical Trial / Collaborative Agreement) จะแยกชัดเจนระหว่าง Background IP (เทคโนโลยีตั้งต้นของบริษัทต่างชาติ) กับ Foreground IP (องค์ความรู้และสิทธิบัตรใหม่ที่งอกขึ้นมาระหว่างการทดลอง) สถาบันไทยสามารถกำหนดเงื่อนไขว่าความรู้ใหม่ใดๆ ที่เกิดจากบุคลากรไทยจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
- การใช้สิทธิถือครองหุ้นหรือสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Equity / Royalty Share) แทน IP ดิบ: หากเทคโนโลยีนั้นปิดกั้นเรื่องการแบ่งตัวสิทธิบัตรหลัก สถาบันหรือกองทุนร่วมลงทุนไทยสามารถเจรจาผ่านโมเดล Regional Licensing Exclusivity (สิทธิขาดในการผลิตหรือจำหน่ายในภูมิภาค SEA) หรือขอรับส่วนแบ่งรายได้ (Royalty) จากยอดขายทั่วโลก เป็นการแลกเปลี่ยนกับการเปิด Fast-track และการให้ข้อมูลทดสอบทางคลินิก
หากไทยเปิดรับการทดสอบในฐานะ Contract Research Organization (CRO) แบบรับจ้างทำตามสั่ง จะไม่ได้สิทธิ์ใดๆ กลับมาเลย แต่หากเจรจาในฐานะ Co-development Partner ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ สิทธิประโยชน์เหล่านี้คือเงื่อนไขพื้นฐานที่ใช้ต่อรองได้
Comments
Post a Comment