Note: คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.)

เป็น 1 ในกรรมการฝั่งลูกจ้าง เลยไปไล่อ่าน กม. มานิดหน่อย ๆ และคิดว่าน่าจะลงเรียนเพิ่มเติมด้วย เพราะน่าสนใจดี


📋 ตารางรวมระดับมาสเตอร์: กรอบความปลอดภัยในที่ทำงาน (Workplace Safety Master Framework) ครบ 13 มิติ

มิติความปลอดภัย (Safety Domains)มาตรฐานฝั่งวิจัย / วิชาการ(ESPReL / Biosafety / IACUC / GCP)มาตรฐานฝั่งบริการ / รพ.(ISO 15190 / HA / JCI)กระทรวงหลักที่กำกับดูแล(กฎหมายระดับประเทศที่เกี่ยวข้อง)ข้อบังคับและกฎหมายท้องถิ่น กทม.(ที่ต้องปฏิบัติตามเพิ่มเติมในพื้นที่)หน่วยงาน กทม. ที่ตรวจหน้างานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระบบ THIP

1. ระบบบริหารจัดการ


และโครงสร้างองค์กร

ESPReL องค์ประกอบที่ 1: มีระบบจัดการความปลอดภัยและกรรมการ คปอ. คณะHA ตอนที่ I-5: มีระบบจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (คณะกรรมการ ENV)

• กระทรวงแรงงาน


- พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ 2554 (บังคับตั้ง คปอ. / จป. วิชาชีพ)

• ต้องขึ้นทะเบียนและรายงานข้อมูล จป./คปอ. ต่อ สสพ. พื้นที่ กทม. ที่คณะตั้งอยู่ ตามกฎกระทรวงปี 2565• สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กทม. พื้นที่SG01 (Governance): การกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎหมายภาพรวม

2. สิ่งคุกคามทางชีวภาพ


(Biological Safety)

Biosafety (BSL 1-3): คุมระดับห้องปฏิบัติการวิจัย


• คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ (IBC)

ISO 15190 ข้อ 8 & 12 / HA ตอนที่ II-4: การควบคุมการติดเชื้อในห้องแล็บและตึกบริการ (IC)

• กระทรวงสาธารณสุข


- พ.ร.บ. เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. 2558 (การควบคุมครอบครองเชื้อกลุ่มความเสี่ยง 1-4)

พ.ร.บ. โรคติดต่อ 2558: หากพบเจ้าหน้าที่/นักศึกษาติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน ต้องแจ้งควบคุมโรคต่อสำนักอนามัย กทม. ทันที

• สำนักอนามัย กทม.


• ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่

SI05: อัตราการติดเชื้อจากการทำงานของบุคลากร


• สถิติอุบัติการณ์เข็มตำ/ของมีคมบาด (Sharps Injury)

3. สิ่งคุกคามทางเคมี


และการจัดเก็บ

ESPReL องค์ประกอบที่ 3 & 4: ระบบจัดการและบันทึกคลังสารเคมี (Chemical Inventory)


• แยกเก็บตามกลุ่ม Compatibility

ISO 15190 ข้อ 13 / HA ตอนที่ I-5.1: การจัดการสารเคมีอันตรายและวัตถุอันตราย (HAZMAT) ใน รพ.

• กระทรวงอุตสาหกรรม


• กระทรวงแรงงาน


- พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535


- กฎกระทรวงมาตรฐานสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

พ.ร.บ. การสาธารณสุข 2535: จัดเป็น "กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ" ต้องขอใบอนุญาตจาก กทม. และคุมไม่ให้มีไอระเหยเคมีรบกวนชุมชน• ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขตSH0103: ร้อยละของบุคลากรที่เจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน (รวมการแพ้/พิษสารเคมี)

4. การจัดการของเสีย


และขยะอันตราย

ESPReL องค์ประกอบที่ 5: ระบบจัดการของเสียเคมีและสารพันธุกรรมในแล็บวิจัยISO 15190 ข้อ 15 / HA ตอนที่ I-5.1: การคัดแยกและกำจัดขยะติดเชื้อ ขยะสารเคมี ขยะรังสี จากหอผู้ป่วย

• กระทรวงสาธารณสุข


• กระทรวงทรัพยากรฯ


- กฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545

ข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง การจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545: บังคับขนส่งและกำจัดโดย กทม. (กรุงเทพธนาคม) เท่านั้น และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามเกณฑ์

• สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.


• ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ สำนักงานเขต

SG0104: ระบบการคัดแยกและการจัดการขยะอันตราย/ขยะรีไซเคิลของโรงพยาบาล

5. สภาพแวดล้อมทางกายภาพ


และอัคคีภัย

ESPReL องค์ประกอบที่ 2 & 6: ระบบป้องกันอัคคีภัยในแล็บวิจัย และการมี Eyewash/Shower ฉุกเฉินISO 15190 ข้อ 6 & 10 / HA ตอนที่ I-5.2: การแบ่งโซนสะอาด-สกปรก, ระบบไฟฉุกเฉิน, ระบบประโยชน์สุข (Utility)

• กระทรวงแรงงาน


• กระทรวงมหาดไทย


- กฎกระทรวงมาตรฐานระบบความปลอดภัยทางกายภาพฯ พ.ศ. 2569

พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร 2522 (กทม.): อาคารแพทย์เข้าข่ายอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ต้องจัดทำรายงาน "ผู้ตรวจสอบอาคาร" ส่งสำนักการโยธา กทม. ทุกปี

• สำนักการโยธา กทม.


• สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.

SH0301 (IFR): อัตราความถี่การบาดเจ็บจากการทำงาน (ต่อ 1,000,000 ชม. ทำงาน)


SH0307: อัตราการบาดเจ็บสายสนับสนุน

6. สุขภาพบุคลากร


และอุปกรณ์ป้องกัน

ESPReL องค์ประกอบที่ 7: การอบรมความปลอดภัย เกณฑ์การเลือกใช้ PPE ในแล็บวิจัยISO 15190 ข้อ 11 & 20 / HA ตอนที่ I-3.2: โปรแกรมตรวจสุขภาพพนักงานแล็บและความผาสุกของบุคลากร

• กระทรวงสาธารณสุข


• กระทรวงแรงงาน


- พ.ร.บ. ควบคุมโรคจากการทำงานและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

• ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ในพื้นที่ มีอำนาจเข้าร่วมสอบสวนโรคและประเมินสุขอนามัยของสิ่งแวดล้อมคนทำงานร่วมกับ แผนกอาชีวอนามัย รพ.• สำนักอนามัย กทม.

HE0101: ร้อยละของบุคลากรที่ตรวจสุขภาพประจำปี (ตามปัจรียเสี่ยง)


HE0106: ร้อยละการได้รับวัคซีน

7. ความปลอดภัยจากรังสี


(Radiation Safety)

ESPReL องค์ประกอบที่ 1 & 2: ระบบคุมสารไอโซโทปเปิดและเครื่องเอกซเรย์วิจัย


• ติดป้ายสัญลักษณ์เตือนรังสี

ISO 15190 ข้อ 14 / HA ตอนที่ I-5.1 / JCI (FMS): คุมแผนกเอกซเรย์ ศูนย์มะเร็ง และเวชศาสตร์นิวเคลียร์

• กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.)


- พ.ร.บ. พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 (และฉบับแก้ไข 2562)

• แผนเผชิญเหตุรังสีรั่วไหลของคณะ/รพ. ต้องสอดคล้องประสานกันได้กับ แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร• สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. (สปภ.)SH0301 / SH0103: เฝ้าระวังอุบัติการณ์ได้รับรังสีเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือความผิดปกติทางร่างกายของเจ้าหน้าที่

8. การทำงานกับสัตว์ทดลอง


(Laboratory Animal)

มาตรฐานสากล AAALAC / เกณฑ์ สอวช.: คุมความปลอดภัยโรงเลี้ยงสัตว์


• บทบาทคณะกรรมการ IACUC

HA / JCI (การเชื่อมโยงระบบ): เฝ้าระวังระบบระบายอากาศและการป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonoses) หากส่งตรวจแล็บ รพ.

• กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.)


- พ.ร.บ. สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 (ต้องมีใบอนุญาตใช้สัตว์และสถานที่)

พ.ร.บ. การสาธารณสุข (หมวดเหตุรำคาญ): ต้องคุมระบบระบายอากาศ กลิ่นมูลฝอย และเสียงจากสัตว์ไม่ให้รบกวนชุมชนรอบข้าง หากฝ่าฝืน เขต กทม. สั่งระงับได้• ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต

SH0301 / SH0307: สถิติการบาดเจ็บในโรงสัตว์ (เช่น หนูข่วน/กัด, เข็มทิ่มขณะปฏิบัติงาน)


SH0103: โรคแพ้ขนฝุ่นสัตว์ทดลอง (LAA)

9. รังสีอัลตราไวโอเลต


(UV-C ในห้อง / ตู้ BSC)

Biosafety / ESPReL องค์ประกอบที่ 2: การแยกสวิตช์เปิด-ปิดไฟ UV ชัดเจน มีป้ายเตือนอันตรายต่อผิวหนังและดวงตาISO 15190 ข้อ 6.4 / HA ตอนที่ II-4: ตรวจวัดความเข้มหลอด UV ในตู้ BSC ประจำปี และตรวจการรั่วไหลผ่านกระจกหน้าตู้

• กระทรวงแรงงาน


- พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ 2554 และกฎกระทรวงเรื่องมาตรฐานแสงสว่าง

• พนักงานตรวจความปลอดภัย (พนักงานตรวจแรงงาน) ประจำพื้นที่ กทม. มีอำนาจเข้าสุ่มตรวจบันทึกการบำรุงรักษาและการรั่วไหลของรังสีไม่แตกตัว• สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กทม. พื้นที่

SH0301 (IFR): สถิติอุบัติการณ์บุคลากรแสบตา/ผิวไหม้จากการปิดไฟ UV ไม่สนิทหรือเปิดทิ้งไว้


SH0103: การเฝ้าระวังเยื่อบุตาอักเสบจากแสง

10. เลเซอร์ และแสงจ้า


(Laser & LED High-Power)

ESPReL องค์ประกอบที่ 1 & 2: ระบบคุมเลเซอร์กำลังสูง (Confocal / Multiphoton)


• ระบบ Interlock และแว่นตา Laser Goggles

ISO 15190 ข้อ 10.3 / HA ตอนที่ I-5.2: ความปลอดภัยเครื่องมือวิจัยความเสี่ยงสูง (High-risk Equipment) เช่น แผนกกล้องจุลทรรศน์ส่วนกลาง

• กระทรวงอุตสาหกรรม


• กระทรวงแรงงาน


- มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 60825 เล่ม 1: ความปลอดภัยเลเซอร์)

• การติดตั้งระบบเลเซอร์กำลังสูง Class 4 ที่มีความร้อนสูง ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยอาคารขนาดใหญ่พิเศษของสำนักการโยธา กทม.• สำนักการโยธา กทม.SH0301: สถิติอุบัติการณ์ลำแสงเลเซอร์หรือแสงความเข้มสูงสะท้อนเข้าตาเจ้าหน้าที่หรือนักศึกษา

11. ความปลอดภัยทางจิตใจ


และจิตสังคม


(Psychological Safety)

เกณฑ์ GCP/GLP (Data Integrity): การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่มุ่งโทษ (No-Blame) เพื่อให้กล้ารายงานข้อผิดพลาดข้อมูลวิจัยหรือผลข้างเคียงยาHA ตอนที่ I-3.2 / JCI (SQE): การประเมินและจัดการความเครียด/ภาวะหมดไฟ (Burnout) ของแพทย์และบุคลากรหน้างาน

• กระทรวงแรงงาน


• กระทรวงสาธารณสุข


- พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (มาตราคุกคาม/บูลลี่ในที่ทำงาน)


- เกณฑ์กรมสุขภาพจิต

• นโยบายสุขภาพจิตเมือง กทม.: สนับสนุนระบบให้คำปรึกษาเชิงรุกในสถานประกอบการขนาดใหญ่เพื่อลดความเครียดสะสม• สำนักอนามัย กทม. (ส่วนสุขภาพจิต)

SH0101: อัตราการลาออก/โยกย้ายงานเนื่องจากความเครียดจากงาน


HE0105: ร้อยละบุคลากรที่ผ่านการประเมินสุขภาพจิตประจำปี

12. ความปลอดภัยของระบบน้ำ


อุปโภค-บริโภค


และน้ำเพื่อการบำบัด

ESPReL องค์ประกอบที่ 2: มาตรฐานน้ำบริสุทธิ์ในแล็บวิจัย ต้องไม่มีแบคทีเรียที่จะทำลายผลการทดลองหรือก่ออันตรายต่อนักวิจัยHA ตอนที่ I-5.2 / JCI (FMS): ระบบน้ำประปาปลอดภัยและระบบน้ำเพื่อการบำบัดรักษา (เช่น น้ำยาล้างไต, น้ำในไอซียู/ห้องผ่าตัด)

• กระทรวงสาธารณสุข


• กระทรวงอุตสาหกรรม


- มาตรฐานน้ำบริโภค กรมอนามัย

พ.ร.บ. การสาธารณสุข 2535: ควบคุมสุขาภิบาลระบบกักเก็บน้ำ (ถังพักน้ำดาดฟ้า/ใต้ดิน) ต้องล้างและตรวจเชื้อแบคทีเรียตามเกณฑ์ กทม.

• ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต


• ประสานร่วมกับ การประปานครหลวง

SI05: อัตราการติดเชื้อแบคทีเรียฉวยโอกาสในผู้ป่วยหรือบุคลากร (เช่นเชื้อ Pseudomonas จากท่อน้ำ)


SG01: ระบบ Utility ขัดข้อง

13. การจัดการน้ำเสีย


และการบำบัดน้ำทิ้ง

ESPReL องค์ประกอบที่ 5: ห้ามเทของเสียเคมีอันตรายและสารพันธุกรรม (GMOs) ลงท่อน้ำทิ้งแล็บวิจัยโดยไม่ผ่านการบำบัด/ทำลายสภาพ

ISO 15190 ข้อ 15: ระบบระบายน้ำทิ้งแยกจำเพาะจากแล็บพยาธิวิทยา/สิ่งส่งตรวจ


HA ตอนที่ I-5.1: ระบบบำบัดน้ำเสียรวมโรงพยาบาล (Waste Water Treatment Plant)

• กระทรวงทรัพยากรฯ


• กระทรวงอุตสาหกรรม


- พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 (คุมมาตรฐานน้ำทิ้ง รพ. กลุ่ม ก.)

ข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง น้ำเสีย 2547: กำหนดให้อาคาร รพ. ต้องส่งรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำทิ้ง (BOD, COD, SS, หลังบำบัด) ต่อ กทม. ทุกเดือน ห้ามปล่อยน้ำปนเปื้อนลงคลองสาธารณะ

• ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต (กทม.)


• สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร

SG0104 / SG01: ดัชนีชี้วัดการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และบันทึกเหตุการณ์ระบบบำบัดน้ำเสียทำงานผิดปกติ
กฎหมายแรงงาน vs พรบ.มหาวิทยาลัย
ประเด็นเปรียบเทียบกองทุนเงินทดแทนการเจ็บป่วยทั่วไป (สิทธิประกันสังคมปกติ / บัตรทอง / ข้าราชการ)
สาเหตุการเจ็บป่วย🟩 ต้องเกิดจากการทำงานเท่านั้น เช่น เข็มตำขณะเจาะเลือดคนไข้, สารเคมีระเบิดใส่ในแล็บ, ท้องเสียจากการชิมอาหารในหน้าที่ หรืออุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปทำงานตามคำสั่ง🟦 เกิดจากชีวิตประจำวัน / โรคทั่วไป เช่น เป็นไข้หวัดใหญ่, ไส้ติ่งอักเสบ, ลื่นล้มในบ้านช่วงวันหยุด, โรคความดัน หรือหัวใจโต

แหล่งเงินที่ใช้รักษา


และจ่ายเงินชดเชย

"กองทุนเงินทดแทน"


(นายจ้างจ่ายเงินสมทบให้ 100% ลูกจ้างไม่เสียเงิน)

"กองทุนประกันสังคม (พาร์ทเจ็บป่วย)" หรือกองทุนบัตรทอง/กรมบัญชีกลาง (รัฐและลูกจ้างร่วมกันจ่าย)
โรงพยาบาลที่เข้ารักษาสามารถเข้าโรงพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุดในกรณีฉุกเฉิน หรือโรงพยาบาลในเครือข่ายกองทุนเงินทดแทนต้องเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลที่ระบุไว้ตามสิทธิ (หากข้ามเขตโดยไม่ฉุกเฉินต้องจ่ายเงินเอง)

เงินชดเชยรายเดือน


(กรณีหยุดงาน)

ได้รับเงินชดเชย 70% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันแรกที่หยุดงานรักษาตัว (ตามเกณฑ์แพทย์สั่ง)ได้รับเงินชดเชย 50% ของค่าจ้าง และมักจะเบิกได้ต่อเมื่อหยุดงานติดต่อกันเกินระยะเวลาที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ (และใช้สิทธิลาป่วยตามกฎหมายทั่วไปหมดแล้ว)

การจ่ายเงินเยียวยา


กรณีสูญเสียอวัยวะ

🟩 มีเงินก้อนชดเชยให้ ตามตารางประเมินการสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพจากการทำงานไม่มีเงินชดเชยแยกต่างหาก ให้เฉพาะค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ์ เว้นแต่จะกลายเป็นคนพิการถาวรจึงจะปรับเข้าสู่สิทธิทุพพลภาพ

เพื่อช่วยให้คณะกรรมการและผู้ทำงานทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องแยกแยะความคุ้มครองของพนักงานแต่ละประเภท ผมขอสรุปความหมาย เงื่อนไขการจ่ายเงิน และความแตกต่างระหว่าง "กองทุนเงินทดแทน" กับ "กรณีเจ็บป่วยทั่วไป" ดังนี้ครับ


1. กองทุนเงินทดแทน คืออะไร?

กองทุนเงินทดแทน (Workmen's Compensation Fund) คือ กองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 บริหารจัดการโดยสำนักงานประกันสังคม มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "เป็นทุนให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้าง" เมื่อลูกจ้างได้รับอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต "เนื่องจากการทำงาน หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายจ้าง" * ใครเป็นคนจ่ายเงินเข้ากองทุน: นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว 100% (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามความเสี่ยงของประเภทธุรกิจ) ลูกจ้างไม่ต้องถูกหักเงินเดือนในพาร์ทนี้เลย


2. กองทุนเงินทดแทน "ให้ในกรณีไหนบ้าง"?

กองทุนนี้จะเข้ามาคุ้มครองและจ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างใน 4 กรณีหลัก ๆ โดยต้องพิสูจน์ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะงาน เท่านั้น:

  1. ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงเท่าที่จำเป็นตามความรุนแรงของอุบัติเหตุ/โรคจากการทำงาน (มีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนด)

  2. เงินทดแทนรายเดือน (ชดเชยการขาดรายได้): * กรณีลูกจ้างต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัว (นายจ้างต้องจ่ายชดเชยให้ในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน)

    • กรณีสูญเสียอวัยวะบางส่วน หรือทุพพลภาพ

  3. ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ: กรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายจนสูญเสียอวัยวะ และต้องเข้ารับการฟื้นฟูร่างกาย/ฝึกอาชีพใหม่

  4. ค่าทำศพและเงินทดแทนกรณีเสียชีวิต: จ่ายให้กับทายาทตามกฎหมายหากลูกจ้างเสียชีวิตในหน้าที่


3. ตารางสรุปความต่าง: "กองทุนเงินทดแทน" VS "กรณีเจ็บป่วยทั่วไป"

เพื่อให้เห็นภาพการแยกสิทธิประโยชน์อย่างชัดเจน สามารถเปรียบเทียบได้จากตารางนี้ครับ:

ประเด็นเปรียบเทียบกองทุนเงินทดแทนการเจ็บป่วยทั่วไป (สิทธิประกันสังคมปกติ / บัตรทอง / ข้าราชการ)
สาเหตุการเจ็บป่วย🟩 ต้องเกิดจากการทำงานเท่านั้น เช่น เข็มตำขณะเจาะเลือดคนไข้, สารเคมีระเบิดใส่ในแล็บ, ท้องเสียจากการชิมอาหารในหน้าที่ หรืออุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปทำงานตามคำสั่ง🟦 เกิดจากชีวิตประจำวัน / โรคทั่วไป เช่น เป็นไข้หวัดใหญ่, ไส้ติ่งอักเสบ, ลื่นล้มในบ้านช่วงวันหยุด, โรคความดัน หรือหัวใจโต

แหล่งเงินที่ใช้รักษา


และจ่ายเงินชดเชย

"กองทุนเงินทดแทน"


(นายจ้างจ่ายเงินสมทบให้ 100% ลูกจ้างไม่เสียเงิน)

"กองทุนประกันสังคม (พาร์ทเจ็บป่วย)" หรือกองทุนบัตรทอง/กรมบัญชีกลาง (รัฐและลูกจ้างร่วมกันจ่าย)
โรงพยาบาลที่เข้ารักษาสามารถเข้าโรงพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุดในกรณีฉุกเฉิน หรือโรงพยาบาลในเครือข่ายกองทุนเงินทดแทนต้องเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลที่ระบุไว้ตามสิทธิ (หากข้ามเขตโดยไม่ฉุกเฉินต้องจ่ายเงินเอง)

เงินชดเชยรายเดือน


(กรณีหยุดงาน)

ได้รับเงินชดเชย 70% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันแรกที่หยุดงานรักษาตัว (ตามเกณฑ์แพทย์สั่ง)ได้รับเงินชดเชย 50% ของค่าจ้าง และมักจะเบิกได้ต่อเมื่อหยุดงานติดต่อกันเกินระยะเวลาที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ (และใช้สิทธิลาป่วยตามกฎหมายทั่วไปหมดแล้ว)

การจ่ายเงินเยียวยา


กรณีสูญเสียอวัยวะ

🟩 มีเงินก้อนชดเชยให้ ตามตารางประเมินการสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพจากการทำงานไม่มีเงินชดเชยแยกต่างหาก ให้เฉพาะค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ์ เว้นแต่จะกลายเป็นคนพิการถาวรจึงจะปรับเข้าสู่สิทธิทุพพลภาพ

⚠️ ข้อเน้นย้ำพิเศษสำหรับ "พนักงานมหาวิทยาลัย" (โรงเรียนแพทย์)

ในฐานะที่ทางคณะทำงานกำลังขับเคลื่อนกรอบความปลอดภัยร่วมกัน ขอให้รีเช็กพาร์ทนี้ให้ดีครับ:

  • ลูกจ้างเอกชนทั่วไป: เจ็บป่วยจากงานใช้ "กองทุนเงินทดแทน" / เจ็บป่วยส่วนตัวใช้ "ประกันสังคมพาร์ทปกติ"

  • พนักงานมหาวิทยาลัยของรัฐ: เจ็บป่วยส่วนตัวใช้ "ประกันสังคมพาร์ทปกติ" ได้ตามเดิม แต่เมื่อไหร่ที่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ "จากการทำงาน" จะหมดสิทธิ์ใช้กองทุนเงินทดแทน (เพราะกฎหมายยกเว้นหน่วยงานรัฐ) มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่เป็น "กองทุนเงินทดแทนเอง" โดยจ่ายเงินเยียวยาและชดเชยผ่าน "ระบบสวัสดิการภายในของมหาวิทยาลัย" เพื่อไม่ให้พนักงานเสียสิทธิ์ที่พึงได้เมื่อเทียบกับภาคเอกชนครับ

Comments

Most viewed blogs

Useful links (updated: 2026-05-08)

Genome editing technology short note

Umbrella vs Basket Trial